You want a better story. (Who wouldn’t?)

ฟิคจากเกม เนื้อเรื่องเบสมาจากเกมแต่เราดัดแปลงมันเล็กน้อย เพราะ-
ตอนเราเล่น เราเซ็งมากกกกกกกกกกที่ไม่มีรูธโรแมนซ์ของโจนส์
ทำได้แค่มีแคชชวลเซ็กส์ด้วย แต่ไม่มีอะไรลึกซึ้งกว่านั้น
และฉากเซ็กส์แม่งแอบเศร้าด้วยสิให้ตาย

บทสนทนาถูกดัดแปลงเล็กน้อยให้เข้ากับตัวละคร
หรือ เอาของบทสนทนาอื่นมารวมกัน
( อย่าง ทำงานให้ออสทราคอฟแล้วมาบอก บวกกับ
หักหลังเมเซทชัลแล้วมาขอให้ออสทราคอฟปกป้อง)

ชื่อเรื่องและกลอนตอนเริ่มมาจากบทกวีของไซเกน

ชื่อทับศัพท์ไม่เป๊ะ พราก




Dear So-and-So, I’m sorry I couldn’t come to your party.
Dear So-and-So, I’m sorry I came to your party
and seduced you
and left you bruised and ruined, you poor sad thing.

          บางทีมันอาจจะเป็นความหวาดระแวงไม่เข้าท่าเพราะข้อเสนอของออสทาครอฟ บางทีมันอาจจะเป็นสัญชาติญาณของผู้ใช้มายาจากสงครามแห่งเทพ หรือไม่มันก็อาจจะเป็นเพราะคู่รักที่อิงแอบกันอยู่บนระเบียงชั้นสาม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ทุกฝีเท้าของควินน์นั้นแผ่วเบาผิดปกติ เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ ระแวดระวัง งานสังสรรค์เช่นนี้มีเหตุผลซ่อนเร้นอยู่เสมอ ในตอนแรก เขาคิดว่านี่เป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อ หลอกลวงให้ผู้คนหลงคิดว่าเดรซิดีล เล็กซ์ ยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำ ไม่ใช่แผ่นดินแห้งแล้งอย่างที่มันเป็น แต่หลังจากบทสนทนากับออสทาครอฟ.. เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่านั่นคือแรงจูงใจของงานฉลองนี้

          เท้าของเขาไม่ส่งเสียงเลยแม้แต่นิดเดียวบนพื้นคฤหาสน์ ดวงตาของเขาเรืองแสงในที่มืด ตรวจตรา สอดส่อง สำรวจ นั่น– ทางปีกคฤหาสน์ทิศเหนือ แม้กระทั่งผู้ใช้มายาตาบอดก็คงสังเกตเห็นสัญลักษณ์มายาออกแบบสำหรับต้อนรับงานฉลองขนาดเล็กในอีกสามสิบนาทีข้างหน้า แต่แขกเหล่านั้นจะเป็นใคร? สามสิบนาทีไม่ใช่เวลาที่มากนัก และ– นั่น ตรงชายป่าเหลือบมองออกไปนอกระเบียง ต้นไม้ใบหญ้าขยับในท่าทางที่ดูเหมือนว่ามีคนซ่อนอยู่มากกว่าถูกลมพัด.. ควินน์หรี่ตาลง ขมวดคิ้ว บังคับให้ภาพตรงหน้าชัดขึ้น แสงจันทร์ฉายสะท้อนลงบนเกราะมายาของกองกำลังรักษาความปลอดภัยจากอาร์เคซี.. น่าสนใจ

          ในหัวควินน์ เสียงของออสทราคอฟใกล้เคียงกับเสียงลมหวีดหวิวในฤดูหนาว ซึ่งนั่นตีความได้หลายอย่าง “ถ้าหากแขกไม่พึงประสงค์ต้องการที่จะ.. สมมติว่า โจมตี คงไม่มีโอกาสไหนดีไปกว่าคืนนี้อีกแล้ว”

          ควินน์ไม่อยากจะคิดว่าออสทราคอฟเป็นฝ่ายถูก ไม่ว่าจะในเรื่องอะไรก็ตาม แต่ครั้งนี้เขาพูดถูก

          บางที่นั่นอาจจะเป็นปัญหา บางทีนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่แขนเทียมของเขารู้สึกหนักอึ้งกว่าทุกวัน

          สลัดคำถามอันไม่มีวันสิ้นสุดไปจากหัว ควินน์เลิกหาเหตุผลมาอธิบายสัญชาติญาณของตนเองแล้วก้าวลงบันได มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ สู่อะไรก็ตามที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า แต่เมื่อเดินผ่านสระน้ำและสวนกลางคฤหาสน์ เขาเหลือบเห็นชายหนุ่มในชุดสูทซอมซ่อ ไม่พอดีกับขนาดตัวผู้สวม นั่นทำให้สัญชาติญาณทุกอย่างในร่างบอกควินน์ว่าชายคนนี้คือผู้บุกรุก และ ในที่สุด เขาเห็นด้วยกับมัน หนึ่งพริบตาปรากฏให้เห็นว่าชายแปลกหน้ามีอุปกรณ์บันทึกมายาซ่อนอยู่ใต้สูท– และใบเชิญปลอม

          ควินน์สังเกตถึงสิ่งที่สำคัญก่อน อย่างรอยเปื้อนหมึกและสีกะดำกะด่างบนหมวกที่ชายคนนี้สวม มันเป็นบริเวณที่ใบอนุญาตสำหรับนักข่าวมักจะแนบเอาไว้ จากนั้น เขาถึงจะสังเกตเรือผมสีทองใต้ปีกหมวก ผิวที่ถูกแสงไฟในงานส่องจนกลายเป็นสีพาสเทล และรูปร่างที่เพรียวยาวภายใต้สูทโกโรโกโส นั่น.. อา

          กระแอมไอในลำคอ ควินน์ย่างเข้าใกล้ขอบสระน้ำ ไม่พยายามที่จะซ่อนตัว กระพริบตาหนึ่งครั้งให้ทัศนียภาพกลับมาเป็นปกติ แก้มของเขาอาจจะขึ้นสีเรื่อเล็กน้อย แต่นั่นยังดีกว่าตาที่เรืองแสง

          “ผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อนเลย” เสียงของเขาน่าจะนิ่งเฉย สงบมากพอ เพราะอีกฝ่ายเบือนหนีจากการยืนจ้องต้นไม้แล้วหันมาเผชิญหน้ากับควินน์ “ถ้าเคย ผมคิดว่าผมคงจะจำคุณได้”

          อีกฝ่ายยิ้ม แค่มุมปาก “นี่เป็นการต้อนรับที่ดีเกินคาด สำหรับเจ้าหน้าที่ของกษัตริย์สีแดง”

          “ใครบอกว่าเขาส่งผมมา?”

          “ไม่ต้องห่วง เครื่องแบบสุดเนี้ยบที่คุณสวมไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้” เขาพยักเพยิดมาทางเครื่องแบบของควินน์ มืดสนิทยิ่งกว่าสีดำ ไม่มีแสงใดสะท้อนลงบนเนื้อผ้า ถ้านั่นไร้สีสันเกินไปสำหรับการเข้าสังคม สายสะพายและเหรียญตราเกียรติยศนายทหารสีเลือดสดก็รับหน้าที่นั้นแทนแล้วเรียบร้อย สีหน้าของนักข่าวหนุ่มดูสับสนว่ามันเป็นสีแดงจริง ๆ – หรือควินน์แค่ลืมทำความสะอาด “ไหล่ของคุณมีองศาที่ชวนให้นึกถึงทหาร– อดีตทหาร แน่นอน และผมเคยเห็นแขนเทียมแบบนั้นมาก่อน มันไม่ใช่สำหรับคนทั่วไป”

          ควินน์เลิกคิ้วขึ้นหนึ่งข้าง “คุณรอบรู้มาก”

          “เฉพาะเรื่องของผู้ชายหน้าตาดี” มันยากที่จะไม่แสดงปฏิกิริยาตอบรับกลับไปบนสีหน้า ควินน์ไม่เคยชินกับ– ความสนใจในรูปแบบนั้น บางทีนั่นอาจจะเป็นแค่อารมณ์ขันรูปแบบของนักข่าว ไม่มีความหมายอะไรไปมากกว่านั้น หรือไม่อีกฝ่ายก็อาจจะตัดสินใจไม่รุกรานควินน์ไปมากกว่านี้ เพราะเขาเปลี่ยนเรื่องทันที “หรือ อย่างน้อย บก. ผมก็คงจะพูดแบบนั้น.. คาสปาร์ โจนส์ จาก เดรซิดีล ไทมส์”

          นั่นไม่ใช่อะไรที่น่าแปลกใจ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควินน์ต้องการในเวลาแบบนี้เช่นกัน

          นักข่าว เยี่ยม

          “พูดให้ไว” ควินน์ตัดบท เสียงของเขาอาจจะฟังดูห้วนและร้อนรนเกินกว่าที่เขาตั้งใจ เขาแทบจะรู้สึกได้ถึงเหล่าทหารในป่าเคลื่อนตัว เข็มนาฬิกาในหัวขยับ ติ๊ก ต่อก แต่บางทีนั่นอาจจะเป็นแค่เสียงแว่วในหู

          โจนส์ไม่ได้หูหนวก เขาสังเกตความกระด้างในน้ำเสียง มองเห็นดวงตาที่เริ่มกลับมาเรืองแสงอีกครั้ง แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่หันหน้าหนี “คุณไม่คิดว่ามันแปลกเหรอที่จะเชิญบุคคลสำคัญมากมายขนาดนี้มาร่วมงานโดยไม่มีเหตุผล? อาร์เคซีพึ่งส่งกองรักษาความปลอดภัยไปในป่าทางเหนือ และแผนกของเมเซทชัลพึ่งส่งคำเชิญวินาทีสุดท้ายไปให้นักค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยที่ศึกษาเผ่าแมงป่อง ผมไม่รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น”

          ควินน์นิ่ง คำนวณตัวเลือกในหัวทีละอัน เขาจะส่งโจนส์ให้กับกองรักษาความปลอดภัยก็ได้ เหล่าบุรุษและสตรีในชุดเกราะของกษัตริย์แดงถูกฝึกฝนมาอย่างดี พาลาดิน แค่คำเดียวเท่านั้นพวกเขาก็จะปรากฏตัว การพาโจนส์ไปด้วยไม่ใช่ตัวเลือก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สื่อไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว เขาจะทิ้งโจนส์ไว้ตรงนี้ก็ได้ นักข่าวหนุ่มคงจะประท้วง เถียงว่าอยากตามมาด้วย แต่ถ้าเขาจ้องด้วยสายตาที่ดุมากพอและเดินเร็วกว่าที่อีกฝ่ายจะตามทัน– บางทีโจนส์อาจจะแอบตามเขามาไม่ทัน หรือไม่ก็..

          “ผมต้องไปสำรวจด้วยตนเอง” ควินน์พูด “จะมาด้วยก็ได้ แต่หุบปาก และอย่าแส่หาเรื่อง”

          “เอาจริงดิ?” โจนส์กระพริบตา หนึ่งครั้ง มันไม่เรืองแสง ขนตาของเขาซีดเซียวและเรียวยาว “คุณจะพาผมไปด้วยเหรอ?” เสียงของเขาเกือบจะฟังดูมีหวัง แต่มันถูกบดบังด้วยความแปลกใจเสียหมด

          “สัญญา” เขาไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นคำข่มขู่แทนที่จะเป็นคำขอร้อง แต่คำพูดของผู้ใช้มายามีน้ำหนักที่คนทั่วไปไม่มี ควินน์เห็นทันทีว่าโจนส์เกรงตัวขึ้น ลมหายใจติดอยู่ในคอ ริมฝีปากเผยอค้าง ชะงักนิ่งราวกับกลัวว่าควินน์จะทำอะไร เขาไม่ทำหรอก แต่โจนส์รู้ว่าเขาทำได้ “ว่าคุณจะไม่เปิดเผยสิ่งที่ตนเองเห็น”

          “ก็ได้” เขาตอบกลับ และสะดุ้งเมื่อพลังเวทของข้อตกลงฝังเขี้ยวลงเข้าที่ กลายเป็นพันธนาการล่องหนรอบตัวเขา มันไม่หนาแน่นพอเท่าที่ควินน์ต้องการ แต่มันก็มากเกินกว่าที่โจนส์จะรู้สึกปลอดภัย

          ควินน์เอียงคอเล็กน้อย เขาทำสัญญาแบบนี้มาหลายครั้ง แต่ก็ยังคงรู้สึกพึงพอใจเสมอเมื่อเห็นปฏิกิริยาของผู้ร่วม.. ธุรกิจ กลิ่นไอเจือจางของความกลัวในอากาศที่มีแต่ผู้ใช้มายาเท่านั้นที่เห็น ความทึ่ง ตะลึงกับเวทมนตร์ที่ตนเองได้เป็นพยาน และความสงสัยที่ว่าชายตรงหน้าสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง ไม่ว่านั่นจะเป็นความอยากรู้อยากเห็นที่เกิดจากความหวาดกลัวหรือว่า– อย่างอื่น ผ่านมานานเหลือเกินตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่มีคนมองควินน์อย่างนั้น ตั้งแต่.. สงคราม ตั้งแต่ที่พวกมัน..

          “งั้นก็ตามมา” ควินน์หันหลัง “ถ้าคุณตามทัน” เขาออกเดินโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตอบกลับ




 

          มีอะไรบางอย่างที่คุ้นเคยจนน่าขันกับเหตุการณ์นี้ การที่ต้องมาเดินลุยป่าในชุดเครื่องแบบกองทัพ มันไม่ใช่ชุดที่เขาใส่ตอนสู้เสียด้วยซ้ำ นี่ไม่ใช่ชุดสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ แค่ชุดสำหรับพิธีหรือโอกาสที่เป็นทางการ แต่มันก็มากพอที่จะย้อนความทรงจำเก่า ๆ ให้กลับมาอีกครั้ง ควินน์สลัดความคิดรบกวนไปจากหัวด้วยการหันกลับไปมองโจนส์ เขากำลังสบถลั่นเพราะเกือบถูกรากไม้ฉุดลงพืช หอบหนักไม่หยุดเมื่อก้าวออกจากพุ่มไม้ นั่นทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมากเกี่ยวกับตัวเอง พวกมือสมัครเล่นก็เป็นเสียอย่างนี้

          สำหรับมือสมัครเล่น นี่คงจะเป็นพื้นทีที่กว้างเกินกว่าจะใช้เวลาสั้น ๆ ในการสำรวจ แต่ควินน์รู้จักที่ดินของกษัตริย์แดงดี แค่คร่าว ๆ ก็มากพอที่จะสร้างความแตกต่าง และเขารู้ช่องว่างในระบบป้องกัน นั่นช่วยคำนวณแผนของเผ่าแมงป่องได้มาก ด้วยเวลาไม่มาก– เดิมทีเขาก็ไม่มีเวลาอยู่แล้ว– ควินน์มองเห็นที่หมาย บริเวณร่องลึกต่ำบนพื้นหิน ในอดีตคงเคยมีแม่น้ำไหลผ่าตรงนี้มาก่อน มันเป็นสถานที่ที่ฉลาด สำหรับเหล่าแมงป่อง มองจากไกล ๆ จะไม่มีวันเห็นพวกเขาเลย แต่มันก็มีช่องโหว่ให้โจมตีจากข้างบนด้วยเช่นกัน

          “ใครบางคน” ออสทราคอฟเกริ่น “คิดว่าตนเองอยู่เหนือกฎแห่งประวัติศาสตร์ แต่ความเขลาของเขาเหล่าไม่ใช่สิ่งที่ฉันเป็นกังวล ฉันได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ของฉันแล้ว แต่ถึงกระนั้น ทั้งฉันและพวกเขาอาจกำลังถูกจับตามอง นายคือองค์ประกอบใหม่ นายสามารถช่วยฉันได้ และฉันจะช่วยนายเป็นการตอบแทน”

          แสงจากดวงจันทร์เปลี่ยนหินเป็นสีเงินและสะท้อนรอยเงามืดมิดเฉดเดียวกับท้องฟ้า ควินน์ย่อตัวลง ปรับลมหายใจตัวเองให้นิ่ง สายลมพัดผ่านกิ่งไม้แห้งไสว และห่างออกไปจากร่องบนพื้น ใบไม้ส่งเสียงซ่อกแซ่ก ขยับให้ทหารในชุดอำพรางปรับตัวเข้ากับทัศนียภาพ เจ้าหน้าที่ของออสทราครอฟย่อตัว พร้อมโจมตี

          “นายเป็นที่สนใจในห้องประชุมตั้งแต่คดีของหุบเขาทิศเหนือ” ควินน์ไม่ได้กำลังนึกย้อนไปถึงข้อตกลงของทั้งคู่เสียด้วยซ้ำ มันแค่ปรากฏขึ้นมาในหัว เหมือนเสียงกระซิบ เหมือนพลังจิต ถูกกระตุ้นให้ดังขึ้นด้วยภาพตรงหน้า ควินน์อยากให้มันหายไป “ฉันได้ปกป้องนายในหลากหลายวิธีที่นายไม่มีวันซาบซึ้ง และถ้านายไม่ทำตามที่ฉันต้องการ.. นายจะได้รู้ว่ามันรู้สึกยังไงที่ถูกทิ้งให้เอาชีวิตรอดตัวคนเดียว”

          ออสทราคอฟบอกว่าจะมีการโจมตี แต่ควินน์ไม่โง่ นี่ไม่ใช่การโจมตี คู่รักจากระเบียงชั้นสามเป็นผู้นำเหล่าแมงป่อง เธอสวมชุดราตรีทำจากเพชร คู่เดทของเธอสวมทักซิโด้สีขาว ส่วนเหล่าแมงป่องก็ไม่มีอาวุธแม้แต่ชิ้นเดียว กระดองของพวกมันถูกตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ของยามสงบศึก ถึงแม้ว่าจะเป็นสีสนิทเปื้อน ๆ ก็ตาม นี่เป็นการเจรจา การตกลง คนพวกนี้คือทูต ไม่ใช่ทหาร

          แต่ออสทราคอฟต้องการสงคราม

          ทหารของออสทราคอฟขยับตัว เล็งอาวุธ เตรียมพร้อม

          นายจะได้รู้ว่ามันรู้สึกยังไงที่ถูกทิ้งให้เอาชีวิตรอดตัวคนเดียว”

          ควินน์รู้ซึ้งถึงความรู้สึกนั้นอยู่แล้ว มันไม่ใช่อะไรที่ใหม่

          เขารู้ว่าเขาไม่ชอบมัน

          ปีนขึ้นต้นไม้ ควินน์ไม่เหลือบมองว่าโจนส์อยู่ตรงไหน ไม่บอกให้อีกฝ่ายตามขึ้นมา เขาระมัดระวังไม่ให้ส่งเสียง ใช้มายาเล็กน้อยเพื่อให้น้ำหนักของเขาลดลง ความเร็วเพิ่มขึ้น เมื่อขึ้นไปถึงยอด ถูกบดบังด้วยใบและกิ่งไม้ เขาสูดหายใจเข้าลึก และรวบรวมพลังมายาทั้งหมดที่มีไว้ในร่าง ในยามราตรีแบบนี้ ดูดซึมพลังงานและแสงจากดวงดาวเป็นตัวเลือกที่ดี แต่มันไม่แนบเนียนพอ เขาต้องหาแหล่งพลังที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น วิญญาณของควินน์เองเป็นตัวเลือกที่ดีเสมอ แต่ต้นไม้นี้ดีกว่า มันมีประวัติศาสตร์ มีเวทมนตร์มากมายที่ดูดซึมด้วยรากขึ้นมาเลี้ยงตนเอง และใต้ต้นไม้ ใต้ดิน มีสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ มากมายซ่อนอยู่ มันเป็นมากกว่าพืชและดิน เขาหลับตาลง เรียกพลังขึ้นมาจากรากไม้  ส่วนหนึ่งของเดรซิดีล เล็กซ์ตายไปเป็นการแลกเปลี่ยน ต้นไม้นี้จะไม่มีวันออกผลอีก จะไม่มีอะไรเติบโตได้เลยบนพื้นดินนี้เป็นเวลาอีกนานเท่านาน

          เขาเฝ้ามอง รอโอกาส หยุดหายใจ หยุดไม่ให้หัวใจเต้น เขารู้วิธีฆ่า รู้มานานแล้ว

          ทหารของออสทราคอฟเริ่มโจมตีในที่สุด ดึงดูดความสนใจทั้งหมดไปที่พวกเขา สายฟ้าฟาดท่ามกลางยามรัตติกาล ระดมยิงกระหน่ำลงบนแมงป่องสามตัว ตายสนิทคาที่ อีกสองถูกแทงจากพื้นด้านล่างด้วยหอกไม้ พวกแมลงไม่รอช้าที่จะโจมตีกลับ รีบเคลื่อนตัวขึ้นเนินเขาสู่ทหารของออสทราคอฟ พร้อมที่จะสู้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาวุธหรือชุดเกราะติดตัวเลยก็ตาม ควินน์ใช้โอกาสนี้แทรกตัวไปในการโจมตี ไม่มีใครสังเกตว่าเขาเป็นมือที่สาม เขาจัดการแมงป่องที่นำทัพก่อน และเมื่อมันตาย– ก็เป็นตาของเป้าหมายต่อไป

          การต่อสู้จบลงภายในเวลาอันสั้น พวกแมงป่องเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่และร้ายกาจยามมีชีวิตอยู่ และพวกมันก็ตายอย่างยิ่งใหญ่และร้ายกาจ นี่ไม่ใช่การต่อสู้อันยุติธรรม ฝ่ายหนึ่งโบกธงขาว ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งทำให้มันเปียกชุ่มไปด้วยเลือด และนั่นไม่ใช่คำเปรียบเทียบเสียด้วยซ้ำ ควินน์นั่งอยู่บนกิ่งไม้อยู่อย่างนั้นนานสองนาน ไม่ขยับ ไม่กระพริบตา ไม่หายใจ ใบไม้เริ่มเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นสีเทาขี้เถ้า สลายตัวร่วงลงบนพื้นเป็นผุยผง เขาคงอยู่บนนี้ได้อีกไม่นาน แต่ดวงจันทร์สวยเหลือเกินคืนนี้ ยิ่งใหญ่คับฟ้า ขาวสะอาดบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะให้อภัยในสิ่งที่เขาทำลงไป ดวงดาวยังอยู่ เพราะเขาไม่ได้เอาพลังของพวกมันมาใช้

          เมื่อเขาก้มลงไปมองข้างล่าง โจนส์ก็ไม่อยู่ที่เดิมให้เห็นอีกต่อไป




          งานฉลองกลายเป็นพื้นที่ของเหล่าผีเสื้อผู้ไม่ได้อาศัยอยู่ในโลกเดียวกับเขา เขาเหนื่อย และสกปรก เหงื่อท่วมตัวเช่นเดียวกับใบไม้และขี้เถ้าที่ปัดออกไปจากชุดไม่หมด มีเลือดบนมือของเขา นั่นไม่ควรที่จะเป็นไปได้ ควินน์โจมตีจากระยะไกล ไม่ได้เข้าไปในระยะประชิด แต่ถึงอย่างนั้นมือของเขาก็ยังเปื้อนเลือด บางทีเขาอาจจะเห็นภาพหลอน นั่นเป็นอีกหนึ่งความเป็นไปได้ และมันก็ไม่ใช่ครั้งแรก

          ออสทราคอฟยืนอยู่ข้างโต๊ะบุฟเฟ่ต์ของหวาน ทานสตอเบอร์รี่เคลือบช็อกโกแลต เขาหยิบมันเข้าปากทีละชิ้น กลืนกินมันทั้งก้านทั้งใบ ควินน์อยากจะเดินออกไปจากที่นี่ ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง เขามองเห็นสงครามกำเนิดขึ้น นั่นมากพอแล้ว แต่เขาก็ยังอยู่ มีหลายอย่างที่เขาต้องถาม

          “เมเซทชัลเป็นคนส่งตัวแทนไปช่วยพวกแมงป่อง” มันไม่ใช่คำถาม จากที่โจนส์บอกมา คำเชิญวินาทีสุดท้ายสู่พวกคนที่ศึกษาเผ่าพันธุ์นั้น– ทุกอย่างลงล็อก “เธอต้องตกที่นั่งลำบากแน่จากเหตุการณ์ในคืนนี้ ผมต้องการการปกป้อง” มันฟังดูสิ้นหวัง ไร้หนทางเหลือเกิน การเปิดเผยตนเองแบบนี้รู้สึกไม่ต่างอะไรไปกับการถอนฟันหรือฉีกผิวตัวเองทิ้ง แต่อลาน่า เมเซทชัล เป็นผู้ใช้มายาที่แข็งแกร่ง และมีเส้นสาย

          ความประหลาดใจหายไปจากสีหน้าของออสทราคอฟ ริมฝีปากบางเฉียบของเขากระตุกขึ้น บางคนคงจะเรียกมันว่า “รอยยิ้ม” แต่มันดูเหมือนการยิงฟันมากกว่า ทุกซี่คมกริบ แต่ควินน์ไม่ได้รู้สึกขยะแขยงเพราะเขี้ยวของเขา แต่เป็นบางสิ่งที่อยู่ในตามากกว่า มันเด่นชัด ผิดปกติ ราวกับว่าออสทราคอฟลืมซ่อนมัน คิดว่าเขี้ยวฟันของตนเองจะดึงดูดความสนใจมากพอ เขาหยิบสตอเบอร์รี่ขึ้นมาอีกชิ้น

          “น่าอร่อย” เขาพูด ไม่รู้ว่าหมายถึงสตอเบอร์รี่หรือ.. อย่างอื่น “นายมีประโยชน์ ไปซะ ฉันจะตีตราว่านายเป็นของฉัน เธอจะไม่แตะต้องนาย” จากนั้นเขาก็ไป ทิ้งไว้ควินน์คว้าอากาศและความว่างเปล่า

          สูทของออสทราคอฟเป็นสีดำสนิท ตัดขาดจากทุกสิ่งในห้อง ไม่กลมกลืนไปกับฝูงชนแม้แต่น้อย




          ควินน์เดินสู่ทิศตะวันออก จากงานฉลอง จากมหาสมุทร จากออสทราคอฟและเมเซทชัล จากเจส เวริตี้ และคฤหาสน์ของกษัตริย์ชุดแดง เขาเหนื่อย มีรอยขาดในชุดเครื่องแบบ เขาไม่เคยผูกพันกับชุดนี้ ไม่เคยสวมมันในสงคราม ไม่เคยสวมมันตอนสู้ แต่การเห็นรอยฉีกบนเนื้อผ้าทำให้เขารู้สึกเจ็บใจ ไม่รู้ทำไม

          เขาบอกให้คนรับใช้ของกษัตริย์ชุดแดงเรียกรถกลับบ้าน เขาอยากออกไปจากที่นี่

          เขาต้องนั่งรออยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานเหลือเกิน

          และสิ่งที่แย่ที่สุดก็คือ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ทำไปผิดหรือถูก คนที่มีศีลธรรมถูกต้องคงแยกออกระหว่างดำขาว ผิดถูก ชั่วดี เขาเห็นแต่สีเทา เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ในสงคราม– เขามีจุดมุ่งหมาย เขาต่อสู้ให้ฝ่ายที่ถูกต้อง เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของมนุษย์ ของผู้ใช้มายา เอาชนะเหล่าเทพเจ้าและทุกอย่างเพื่อให้ได้ชัยชนะนั้นมา แต่ถึงแม้ว่าเขาจะสู้ให้ฝ่ายที่ถูก สิ่ง..ที่เขาทำลงไป มันไร้เกียรติ เขาฆ่าคน ฆ่าเทพเจ้า– แต่แล้วยังไง? เขาสู้เพื่อมนุษยชาติและเขาช่วยทั้งกองทัพให้รอดชีวิตกลับไปได้ แค่นั้นควรมากพอที่จะให้เขานอนตาหลับตอนกลางคืน ไม่ต้องฝันร้าย ไม่ต้องขวัญผวา

          แต่เขาพึ่งสร้างสงคราม หลังจากที่ต่อสู้เพื่อหยุดยั้งมันมานานหลายปี เมื่อมาถึงเรื่องน้ำ พวกแมงป่องอาจจะเป็นความเสี่ยงต่อชะตากรรมของเดรซิดีล เล็กซ์ แต่พวกเขาต้องการมาเจรจา– มาอย่างสงบสุข บางทีมันอาจจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ ข้อตกลงที่ทำให้ทั้งสองสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ ให้เดรซิดีล เล็กซ์ ยังมีน้ำหลงเหลือและพวกตัวแทนก็ไม่ต้องตาย คำถาม คำถาม ความเป็นไปได้

          ทุกอย่างช่างรู้สึกเคยชินแต่ในขณะเดียวกันก็แตกต่างไปหมด นี่คือสงคราม เขาเคยอยู่ในสงคราม เขาฆ่าคน เขาเคยฆ่าคน ให้ตาย พวกแมงป่องนั่นไม่ใช่คนด้วยซ้ำ แต่ก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิต ชีวิตที่เขาพึ่งพรากมาด้วยน้ำมือตัวเอง แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อะไรแบบนี้เกิดขึ้น มันทำให้เขานึกถึงสงครามแห่งเทพ ถึงเลือดสีรุ้ง ถึงผืนป่า สายฟ้า น้ำแข็ง และขี้เถ้า ถึงเทพเจ้าในคราบหมาป่าที่บัญชาการเหล่าสัตว์ล่าเนื้อ..

          แต่ในสงคราม เขาไม่ได้อ่อนแอ หลายคนไร้หนทางสู้เมื่อเผชิญหน้ากับเทพเจ้า แต่นั่นไม่ใช่เขา เขาแข็งแกร่งกว่านี้ มีเจตจำนงอันแข็งแกร่งมากพอที่จะบิดเบือนกฎแห่งความจริง แย่งชิงพลังจากผู้อื่น เรียกมายามารวบรวมเอาไว้ในสัญลักษณ์บนผิว เขาได้ทุกสิ่งที่ต้องการ แต่ตอนนี้เขาต้องให้คนอื่นปกป้อง

          ควินน์เอื้อมไปจับแขนเทียมของตนเอง พยายามหาที่ยึดเหนี่ยว แต่มันเย็นเฉียบจนทำให้เขาสะดุ้ง

          มีคนก้าวเข้ามาจากด้านหลัง เขาจำเสียงฝีเท้านั้นได้ หรืออย่างน้อย เวทมนตร์ของเขาจำได้ เมื่อคุณทำการตกลงกับผู้ใช้มายา บ่วงแหที่คล้องรอบตัวคุณจะไม่มีวันหายไป เขายังรู้สึกถึงมันได้ ถ้าหลับตาลง เขาคงจะเห็นด้ายสีเงินลอยอยู่กลางอากาศ มากพอที่จะกระตุกให้แน่นหรือตัดให้ขาด

          “โจนส์ ยินดีที่ได้เจอคุณอีก” เสียงของเขาสั่น

          “คุณฆ่าพวกเขา พวกเขาต้องการเจรจา และคุณฆ่าเขา”

          ควินน์นิ่ง ไม่ตอบ นึกย้อนไปถึงวันวาก่อนสงครามแห่งเทพ ในเดรซิดีล เล็กซ์ เราเคยต้องเลือกเหยื่อสังเวยทุก ๆ จันทรคราสและสุริยคราส ฆ่าพวกเขาทิ้ง ถวายเลือดให้เหล่าเทพดื่มกิน ฝนถึงจะตกชำละล้างความกระหายของเมือง ต้องมีศพให้สังเวยชาวเมืองถึงจะหายอดอยาก มีน้ำเลี้ยงต้นไม้ เลี้ยงพื้นดินของชาวนาชาวสวน มันเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ แต่คนที่ถูกจับมัดบนแท่นบูชา กรีดหลอดเลือดออก– คนพวกนั้นไม่มีทางเลือก เขาสงสัยเหลือเกินว่าทั้งหมดนี้มันคุ้มรึเปล่า บางทีการมีเทพเจ้าปกครองอาจจะดีกว่ามนุษย์

          “คุณพูดถูก” ควินน์หลับตาลง

          “อะไรนะ?”

          “คุณพูดถูก”  เขาพูดย้ำอีกครั้ง แม้กระทั่งในความมืดหลังเปลือกตา เขาก็ยังมองเห็นโจนส์ “นี่เป็นโลกที่ยากลำบาก ผมเองก็ไม่เข้าใจมันเหมือนกันบางครั้ง ผมรู้ว่ามีโลกอื่น แต่ที่นั่นมีปีศาจด้วย”

          “ผมจะบอกผู้คน” โจนส์กำหมัด “ผมจะเขียนข่าว ลงหน้าแรกของไทมส์

          ควินน์ลืมตา โจนส์ยืนหันหลัง ย้อนแสงเสาไฟและดวงดาว เขาดูมีเกียรติ เหมือนอัศวิน ทั้ง ๆ ที่สวมชุดสูทซอมซ่อ เขาก็ยังดูเป็นคนที่ดีมากกว่าควินน์อยู่หลายเท่า ถึงแม้ว่าเขากำลังสวมชุดเครื่องแบบกองทัพ ชัวร์ มันอาจจะขาด แต่ทหารทุกคนย่อมมีรอยขีดข่วน เขามีหลายรอย แต่มันไม่เปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง

          “บอกสิ บอกอย่างสัตย์จริง” เขาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงพูดไปอย่างนั้น บางทีเขาอาจจะแค่รู้สึกผิด อยากชดใช้บาป อยากให้ใครสักคนรู้ หรืออาจจะเพราะว่ามันไม่สำคัญอีกต่อไป “ดูซิว่าจะมีใครสนใจไหม”

          “มีแน่”

          “หวังว่าคุณจะพูดถูก”

          เสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างหลัง โจนส์ย่างเข้ามาใกล้ วางมือหนึ่งลงบนไหล่ของควินน์

          “คุณเป็นคนดี” โจนส์พูด เขาไม่ได้โกหก เขาสูงส่งเกินกว่าจะโกหก

          “คุณแค่พูดอย่างนั้นเพราะว่าผมปล่อยให้คุณทำตามใจ”

          “คงงั้น” นิ้วของโจนส์อยู่ห่างจากรอยขาดบนชุดเครื่องแบบไปแค่เล็กน้อย “แต่ติดต่อผมได้เสมอหากคุณอยากจะออกไปดื่มด้วยกัน หรือติดต่อเพื่ออะไรก็ได้ ผมจะอยู่แถว ๆ นี้ล่ะ”

          ควินน์ไม่ตอบ ไม่หันกลับไปมอง โจนส์ละมือออกไป รถแล่นเข้ามาจอดเทียบทางเดิน

TBC

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s