[FIC] Whys and Wherefores

TITLE: Whys and wherefores
FANDOM: Transistor (Video Game)
PAIRING: Grant Kendrell/Asher Kendrell
RATING: Mature.. แหละ มั้ง
WARNINGS: ฉากเกย์เซ็กส์
NOTES: เราเล่นเกมนี้แล้วชอบมากกกกกก แล้วพอเราเจอเข้ากับแกรนท์และแอชเชอร์ และรู้ว่าสองคนนี้…… *สูดหายใจลึก* เราจะไม่สปอล์ย เอาเป็นว่า เมื่อเจอแล้ว เราเลยตัดสินใจแต่งฟิคเหตุการณ์ที่สองคนนี้มาเจอกัน จากข้อมูลตัวละครที่เราอ่านในฟังค์ชั่นของเกม แต่อันนี้เป็นก่อนที่แอชเชอร์จะรู้เรื่องคาเมราต้า




ความกระหายนำพาให้แอชเชอร์มาพบกับท่านผู้บริหาร แกรนท์ เคนเดรล แต่มันหาใช่ความต้องการทางเพศเพศไม่ แค่ความอยากรู้อยากเห็น ความใคร่ที่จะค้นคว้าหาคำตอบ การแสวงหาความรู้และความลับ ประวัติศาสตร์ของเมืองคลาวด์แบงค์ มันเป็นเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ในสายตาแอชเชอร์ เป็นมืออาชีพในสายตานักข่าว และยิ่งใหญ่ในสายตาแกรนท์ เขาเอ่ยปากชมด้วยตนเองเสียด้วยซ้ำระหว่างการสัมภาษณ์ ริมฝีปากคลี่เป็นรอยยิ้ม มันมีบางสิ่งในรอยยิ้มของท่านผู้บริหารที่ทำให้เขาดูจริงใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่ยิ้มเพื่อความสุภาพ แอชเชอร์ไม่แน่ใจนักว่ามันคืออะไร เขาเขียนอธิบายหลายบรรทัดแล้วแต่ก็ต้องขีดฆ่าออก ไม่พอใจเสียที

บางทีมันอาจจะเป็นเพราะรอยยิ้มของแกรนท์ทำให้รอยย่นบนใบหน้าของเขาชัดเจนขึ้น เส้นแนวนอนบนหน้าผากที่คงจะมาจากการขมวดคิ้วมากเกินไป หรือไม่ก็เส้นตีนกาตรงมุมหางตาของเขา  (ขีดฆ่า ยังไม่รู้ว่าท่านผู้บริหารรู้สึกยังไงกับอายุของตนเอง เขาอาจจะไม่พอใจ) หรือไม่ก็คงเป็นเพราะเขาเป็นคนยิ้มน้อย สีหน้าจริงจังเสมอในเวลาทำงาน เขาถึงได้ดูมีความสุขนักเวลายิ้มจริง ๆ (ขีดฆ่า ฟังดูตัดสินกันเกินไปหน่อย เขาอาจจะมีอารมณ์ขันชั้นเยี่ยมก็ได้) ท่านผู้บริหาร.. ยิ้มแบบนี้ในยามที่เขาหัวเราะ ในตอนที่เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยระหว่างฟังแอชเชอร์อธิบายถึงทฤษฏีที่นักข่าวหนุ่มกำลังร่าง และเขายิ้มแบบนั้นทุกครั้งตอนที่เอ่ยชื่อแอชเชอร์

(ขีดฆ่า นี่บทความสัมภาษณ์ ไม่ใช่ไดอารี่รักแรกของเด็กวัยรุ่น)

แอชเชอร์พบกับผู้คนมากมายในสายอาชีพของเขา การที่จะเขียนบทความเกี่ยวกับวัฒนธรรมและเหตุการณ์ปัจจุบันอาศัยเส้นสาย การพบปะพูดคุย และเมื่อเขาตัดสินใจออกตามหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองคลาวด์แบงค์ ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครบันทึกไว้ เขาพบกับผู้คนมากความสามารถมากมายกว่าเก่า ทรงพลัง รอบรู้ น่าสนใจ ล้วนเป็นสิ่งที่เขาหลงใหลในตัวบุคคล ท่านผู้บริหาร แกรนท์ เครนเดล ไม่ใช่คนแรกที่แอชเชอร์ได้สัมภาษณ์ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนที่น่าจดจำที่สุด มันก็ยังมีคนอื่นอยู่ที่โดดเด่นไม่แพ้เขา

เบย์ลี่ กิลแลนด์ เป็นอีกคนที่รอบรู้ในด้านประวัติศาสตร์ มากกว่าแกรนท์เสียด้วยซ้ำ เหมาะสมกว่าที่จะเป็นผู้ให้ข้อมูลแอชเชอร์ในด้านนี้ เธอเป็นผู้หญิงที่พิเศษ หลงใหลในอดีตมากกว่าปัจจุบัน แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกับแอชเชอร์โดยสิ้นเชิง เธอไม่มีความสนใจอื่นใด ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับงาน บำรุงรักษาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้ เธอเชี่ยวชาญจนได้กลายเป็นที่ปรึกษาของฝ่ายบริหาร ได้รับความเคารพและชื่นชมจากผู้คนรอบข้างมากมาย งานของเธอมีค่าอย่างยิ่งสำหรับนักวิชาการ เที่ยงตรง ละเอียดลออ เป็นระเบียบ

ถึงกระนั้นก็ยังมีหลายชั่วขณะในระหว่างสัมภาษณ์ที่แอชเชอร์เสียสมาธิ เขายังฟังเธออยู่ มือยังพิมพ์บันทึกทุกสิ่งที่เธอพูดโดยไม่ต้องนึกทวน แต่เขาเริ่มสนใจนกฮูก–จริง–หรือ–ปลอมในคอเสื้อของเธอมากกว่า บริบทที่ถูกต้องของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ในระบบของฝ่ายบริหาร กลับกัน เขาตั้งใจฟังทุกอย่างที่แกรนท์ เครนเดล พูด และพบว่าถึงแม้จะไม่พิมพ์ลงแล็ปทอปหรือบันทึกเสียงเก็บไว้ สมองของแอชเชอร์ก็จำได้หมดทุกรายละเอียด แม้กระทั่งโทนเสียงที่เขาพูด จังหวะที่เขาหัวเราะ หรือสีเนกไทที่เขาสวม (แดง)

ทำไม? แอชเชอร์ถามตนเองเช่นนี้เสมอ ไม่ใช่แค่เพราะว่าเขาเป็นคนอยากรู้อยากเห็นโดยธรรมชาติ แต่เพราะการรู้ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าตนเองหลั่งรากลึกยืนบนพื้นได้มั่นคงขึ้นกว่าเก่า ไม่หลงอยู่ในหมอกควันอันน่าสับสนของการไม่รู้ ของความไม่สมเหตุสมผล ของหลักฐานและข้อมูลที่นำมาต่อกันไม่ติด เติมลงในช่องว่างไม่ได้ เขาจึงถามตนเองอีกครั้ง ทำไม? และถ้าเขาหาคำตอบได้ นั่นแปลว่าทุกอย่างยัง.. ดีอยู่

ทำไม? อาจจะเป็นเพราะว่า ต่างจากเบย์ลี่ ท่านผู้บริหารมีประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ความรู้ เขาเป็นผู้.. มีอายุ ห้าสิบห้าปี (แก่กว่าแอชเชอร์ถึง..ยี่สิบเจ็ดปีแหนะ) เขาอยู่เป็นผู้บริหารเมืองมาถึงสองรุ่น แต่ไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ของตนเองบกพร่อง เขาสันทัด เชี่ยวชาญ ในสิ่งที่ตนเองทำ ชายวัยกลางคนผู้เปี่ยมไปด้วยอำนาจและความรับผิดชอบ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่แอชเชอร์.. หลงใหลเขานัก เขาเห็นคลาวด์แบงค์ในอดีต ก่อนที่แอชเชอร์หรือเบย์ลี่จะเกิด เขาเห็น เขาประสบ เขาใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาที่ผู้คนไม่ต้องลงเสียงเลือกว่าท้องฟ้าวันนี้ควรเป็นสีอะไร และฤดูกาลผันเวียนตามธรรมชาติโดยไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชนข้างมาก เขาเห็นมันกับตา และไม่ต้องสงสัยเลยว่าฝ่ามือของเขา– หยาบกร้านด้วยอายุมากกว่าออกแรง– มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเมืองนี้ ไม่ว่าจะในด้านดีหรือร้าย ไม่ว่าจะในสายตาใครก็ตาม

เหตุและผล คำตอบและคำอธิบาย สิ่งเหล่านี้ช่วยให้แอชเชอร์คุ้นเคยกับวิถีชีวิตของเขา ช่วยให้เขาไม่ต้องรู้สึกรำคาญจิตใจ ตั้งคำถามกับตนเองตลอดเวลา แต่.. ในยามที่เขาไม่ใช่นักข่าว ไม่ได้กำลังนั่งพิมพ์บทความให้โอวีซี ในยามที่แอชเชอร์นอนคว่ำบนเตียง ผ้าปูที่นอนยับย่นภายใต้ร่าง สะโพกร่อนหาสัมผัส–ริมฝีปากเม้มแน่น–มือจิกปลอกหมอน เขาพบว่าตนเองไม่ต้องการเหตุผลอะไรมากนัก แค่เส้นผมสีเทาของท่านผู้บริหาร– สีเงิน เมื่อมันถูกฉายแสง– เคราบนใบหน้า ไหล่กว้างแข็งแกร่ง และการวางตัวที่เปล่งพลังอำนาจออกมาต่อให้แค่นั่งอยู่กับที่ เขาสูงกว่าแอชเชอร์ ด้วยรูปร่าง ต้นแขน ข้อมือ ที่มั่นคงจนน่าอิจฉา

และรอยยิ้มของเขายามเรียกชื่อ แอชเชอร์ เขายิ้ม ฉันมองว่านั่นเป็นเป้าหมายที่น่าชื่นชมมาก

แอชเชอร์ถึงจุดสุดยอดโดยไม่ร้องคราง ใส่มือตนเอง สั่นระริกถึงปลายนิ้ว เขารู้สึกเย็นเฉียบและเดียวดายมากกว่าจะร้อนรุ่มด้วยความกระสัน ลมหายใจหอบเป็นฝ้าในอากาศหน้าหนาว เหงื่อท่วมร่าง เขาไม่เสียเวลาลุกไปล้างเนื้อล้างตัว แค่ถูมือกับขากางเกงแล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว ตรงท้ายเตียงห่างออกไป แมวของแอชเชอร์จ้องมองเขาด้วยสายตาวิพากษ์วิจารณ์ เขาไม่ถือสา เธอมองทุกอย่างแบบนั้นเสมอ แม้แต่เขา

โดยเฉพาะเขา




แอชเชอร์ชอบแมว เหตุผลที่ง่ายสุดคงเป็นเพราะ.. พวกมันน่ารัก แต่นั่นฟังดูธรรมดาเกินไปหน่อย มันออกแนวการใช้ความคิดเบื้องต้นมากกว่าเหตุผลของความชื่นชอบ แมว.. ฉลาด พวกมันเห็นทุกอย่างที่มนุษย์เห็น แต่มีมุมมองที่แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง โลกคู่ขนานที่มีตัวมันเป็นใหญ่ พวกมันสังเกต แต่ไม่พูด หรือถ้าพวกมันพูด มันก็สื่อสารกับแมวตนอื่นด้วยคลื่นเสียงที่หูมนุษย์ไม่ได้ยิน มันอาจจะร้องเหมียวให้เราฟังบ้างสองสามครั้งเพราะคิดว่าเราเป็นแมวยักษ์ไร้ขนหูหนวก แต่แอชเชอร์ฟังไม่ออก และเธอก็ไม่แคร์ที่เขาฟังไม่ออก นั่นดี สิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการคือคนที่คอยวิพากษ์วิจารณ์ ถามไถ่ถึงทุกสิ่งที่เธอสังเกตเห็นว่าผิดปกติ

น่าเศร้า แกรนท์ เคนเดรล ไม่ใช่แมว และแอชเชอร์คงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะกล้าอธิบายเขาว่าน่ารัก และเมื่อเวลานั้นมาถึง มันก็คงจะไม่ใช่ในบทความของโอวีซี แต่เขากำลังพล่ามออกเรื่อง แกรนท์.. สังเกตเห็น เขาเห็นว่าดวงตาของแอชเชอร์เหม่อจากแล็ปทอปของตนเองบ่อยครั้ง จดจ้องอยู่กับริมฝีปากของชายหนุ่มตรงหน้า บางครั้งก็หยุดอยู่ตรงเนกไทของเขา กาแฟที่วางอยู่บนโต๊ะถูกลืมและทอดทิ้ง แกรนท์สังเกตเห็น แล้วถาม ด้วยสีหน้าเป็นห่วงที่เกือบจะดูจริงใจ ถ้าไม่ติดว่าแอชเชอร์เคารพความฉลาดของอีกฝ่ายมากเกินไป เขาหลอกตนเองไม่ได้ว่าแกรนท์ดูไม่ออกว่าแอชเชอร์กำลังคิดอะไร ต้องการอะไร

“ผมสบายดี” เขาโกหก ยกกาแฟขึ้นดื่มเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ มันเย็นเฉียบ ไร้รส

แกรนท์ สุภาพอย่างที่เป็นมาตลอด ไม่ถามอะไรต่อไปมากกว่านั้น

การสัมภาษณ์ผ่านไปด้วยดี แกรนท์ให้คำตอบที่ชัดเจนเสมอ แอชเชอร์จึงไม่ต้องถามอะไรซ้ำซ้อน ตั้งใจฟังจนเขาพูดจบถึงจะเริ่มคำถามใหม่ เขาดู.. หลงใหล ในสิ่งที่ตนเองพูด ในงานที่เขาทำ มีอยู่หลายอย่างที่เขาปฏิเสธจะไม่ตอบเพราะมันไม่ใช่ข้อมูลสำหรับสาธารณะ แต่เมื่อเขาเล่าถึงอดีต ถึงคลาวด์แบงค์ที่เคยเป็น มันมาจากมุมมองที่แสนวิเศษ ไม่ใช่แค่การบันทึกข้อเท็จจริง เวลา สถานที่เกิดเหตุ รายละเอียดโดยคร่าว แบบบันทึกประวัติศาสตร์ของเบย์ลี่ มันเป็นประสบการณ์ส่วนตัว เป็นความรู้สึกส่วนตัว แท้จริง ดั้งเดิม ไม่ถูกปรุงแต่งหรือบิดเบือน แกรนท์บอกว่า เขาเอง ก็ชื่นชมในการค้นหาข้อเท็จจริง เช่นเดียวกับแอชเชอร์

ดวงตาสีน้ำตาลของแกรนท์เข้มจนเป็นสีดำ เหมือนกาแฟที่แอชเชอร์กำลังดื่ม แต่เขาสาบานได้เลยว่ามันเปล่งประกายทุกครั้งที่เขาพูดถึงคลาวด์แบงค์ เขารักเมืองนี้ เมื่อแอชเชอร์ถามว่าทำไมเขาถึงมาเป็นผู้บริหาร คำตอบของเขานั้นห้วนสั้นแต่อธิบายถึงทุกอย่างในหน้าที่ “เพื่อคลาวด์แบงค์ แน่นอนอยู่แล้ว” ทั้งคู่มีความสนใจร่วมกันมากมาย มันทำให้แอชเชอร์ประหลาดใจอย่างยิ่ง ทั้งสองไม่ควรจะมีอะไรเหมือนกัน สองยุคสมัยกั้นพวกเขาเอาไว้ การที่พบว่าคนอย่างเขามีคุณลักษณะที่คนอย่างท่านผู้บริหารชื่นชม..

ทำไมกันนะ?

“ฉันทราบว่านี่เป็นการสัมภาษณ์ แต่..” แกรนท์พูดขึ้น ประสานนิ้วมือสองข้างเข้าไว้ด้วยกัน ดวงตาจับจ้องมาที่แอชเชอร์ ถ้าเป็นคนอื่น ความสนใจมากขนาดนี้อาจทำให้ต้องเบือนหน้าหนีด้วยความกดดัน แอชเชอร์แค่รู้สึกเข่าอ่อนเล็กน้อยเท่านั้น เขินอาย เขาแอบซาบซึ้งที่ตนเองไม่ใช่คนผิวขาวซีดเซียวจนดูออกว่ากำลังหน้าแดง อย่างมาก ผิวสีน้ำตาลเข้มของเขาก็คงดูเข้มขึ้นมาหน่อย “ขอฉันถามอะไรหน่อยได้ไหม?”

แอชเชอร์กระพริบตา และห้ามตนเองให้โพล่งออกไปว่า– “ทำไม?” –ไม่ทัน

โชคช่วย ท่านผู้บริหารไม่พบว่านั่นหยาบคาย เขายิ้มเสียด้วยซ้ำ เอ็นดู?

“เช่นเดียวกับเธอ ฉันหลงใหลในการแสวงหาความจริง”

“ผมเกรงว่าตัวผมจะไม่มีอะไรให้แสวงหามากนัก” เมื่อเทียบกับผู้คนที่เขากระทบไหล่ด้วยแต่ละวัน แอชเชอร์พบว่าเขานั้นไม่มีอะไรโดดเด่น ต่างจากคนที่มีตำแหน่งผู้บริหาร แต่เขาก็พยักหน้าอนุญาตให้ถามได้อยู่ดี

แกรนท์ยิ้ม (เฮ้อ) เขาไม่หันสายตาหนีไปจากแอชเชอร์ ชวนให้สงสัยนักว่าเขามองเห็นอะไร ในดวงตาของแอชเชอร์ นอกจากที่ว่ามันเป็นสีฟ้า? ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ อย่างที่นักเขียนหลายคนรวมถึงเขาบรรยายมัน แต่แอชเชอร์ไม่เคยพิจารณาว่าเขาวางอะไรไว้ตรงหน้าต่าง ผ้าม่านหนาทึบปกปิดหรือแจกันประดับ

“ทำไมเธอถึงมาเป็นนักเขียน?” ท่านผู้บริหารถาม

นั่นเป็นคำถามที่ง่ายพอ “เพื่อการแสดงออก” ผ่านงานเขียน ผ่านศิลปะ

“อา ใช่ แต่เธอดูไม่เหมือนศิลปินที่ร่ายบทกวีเพื่อคำเปรียบเปรยลึกซึ้ง นักเขียนที่เขียนถึงตนเอง หรือนักข่าวช่างนินทาที่เจาะลึกแค่เฉพาะเรื่องราวของคนดังในสังคม เธอเห็นคุณค่าในประวัติศาสตร์เมืองนี้”

วิธีที่แกรนท์พูด– มันชวนให้คุณเชื่อ เขาคงโน้มน้าวให้ใครเชื่ออะไรก็ได้ หากเขาต้องการ แต่แอชเชอร์รู้จักตนเองดี เขาจึงไม่ได้คิดตามว่าบางที แกรนท์อาจจะพูดถูก เขาอาจจะเป็นคนอย่างนั้นจริง ๆ ก็ได้ แกรนท์รอบรู้ แต่สิ่งที่เขาสังเกตเห็นไม่ใช่อะไรที่แอชเชอร์ไม่เคยเห็นมาก่อนในตนเอง คำตอบของเขานั้นง่ายมากพอ เขาเป็นคนอยากรู้อยากเห็น เขาแสวงหาถึงสิ่งที่ตนเองยังไม่มีคำตอบ ไม่ว่านั่นจะเป็นประวัติศาสตร์ หรือดาราคนไหนกำลังคบกับใคร มันไม่ใช่ความสนใจที่น่าอาย และคนเราไม่จำเป็นต้องมีความสนใจเดียว

แต่เขากลับตอบไปว่า “ผมเองก็เป็นศิลปินได้ ถ้าผมต้องการ” มันเกือบจะฟังดูเหมือนคำโต้เถียง ถ้าไม่ติดว่าแอชเชอร์พูดเสียงเบาเป็นนิสัย ราบเรียบเกือบไร้อารมณ์ “ผมรู้จักคำเปรียบเปรยลึกซึ้งเยอะแยะ”

และแกรนท์หัวเราะ ทุ้มต่ำในคอ นุ่มนวล “ฉันไม่สงสัยเลย”

ไม่มีใครพูดอะไรต่อหลังจากนั้น จ้องตากันและกัน ริมฝีปากเม้มสนิท ไม่มีความเงียบที่น่าอึดอัดระหว่างทั้งคู่ ผู้คนในร้านกาแฟยังคงขวักไขว่ แอชเชอร์ได้ยินเสียงเครื่องทำน้ำร้อน เมล็ดกาแฟบด พนักงานขานชื่อลูกค้าและเครื่องดื่มที่พวกเขาสั่ง แต่มันไม่ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่

แกรนท์เอื้อมมือเข้ามาใกล้ ทำเอาแอชเชอร์หยุดหายใจเสียตอนนั้น เขาไล่นิ้วไปมาอย่างอ้อยอิ่งตามใบหน้าของแอชเชอร์ ไล่บนผิวจนกระทั่งเจอเข้ากับเป้าหมาย– เส้นผมสีทองประใบหน้า แกรนท์ใช้ปลายนิ้วปัดมันทัดหลังหู เป็นธรรมชาติและสบายใจเฉิบราวกับว่าดวงตาของเขาไม่ได้กำลังทะลุทะลวงแอชเชอร์ทั้งเป็น

ปลายนิ้วของเขาร้อนรุ่มเผาผลาญเหมือนความรัก

“บอกฉันที” เสียงของเขาไม่ดังไปกว่ากระซิบ “อะไรคือสิ่งที่เธอรักเกี่ยวกับเมืองนี้?”

มันยากที่จะนึกถึงคำตอบ เมื่อคุณถูกจ้องและสัมผัสเช่นนี้ แต่แอชเชอร์เป็นนักเขียน และอย่างที่เขาบอก เขารู้จักคำเปรียบเปรยลึกซึ้งมากมาย แต่สำหรับแกรนท์– เขาหวังว่าคำตอบตรงไปตรงมาจะมีค่าพอ

“ผู้คน” แอชเชอร์ตอบ “คลาวด์แบงค์เต็มไปด้วยผู้คนที่แสน..พิเศษ แตกต่าง”

บางอย่างในรอยยิ้มของแกรนท์เปลี่ยนไป “ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีที่เรามี? เพราะว่าเมืองของเราเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและรูปทรงไปตามความต้องการของชาวเมือง? หรือท้องฟ้าเปลี่ยนสี?”

“ไม่” เขาส่ายหน้า “..คุณต่อต้านการเปลี่ยนแปลงพวกนั้นรึเปล่า?”

“โอ้ แอชเชอร์..” แกรนท์สูดหายใจ “เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรเลยเปลี่ยนไป”

“และนั่นหมายความว่า..”

“เดี๋ยวเธอก็รู้ เธอเป็นศิลปิน เธอรู้คำเปรียบเปรยลึกซึ้งตั้งมากมาย”

“บางทีผมอาจจะแค่อยากให้คุณบอก”

“งั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้น บางทีฉันอาจจะหาเวลาส่วนตัวมาอธิบายให้เธอฟังได้” แกรนท์ยกกาแฟขึ้นดื่มจนหมดแก้ว ด้วยมือข้างที่ไม่ได้กำลังสัมผัสใบหน้าแอชเชอร์ “แค่บทสนทนา ไม่ใช่การสัมภาษณ์ เธอคิดว่าไง?”

แอชเชอร์กลืนน้ำลาย

“ผมยินดีเป็นอย่างยิ่ง คุณเครนเดล”

“ได้โปรด” เขาละมือออก “เรียกฉันว่าแกรนท์เถอะ”




แกรนท์เป็นสุภาพบุรุษ เขาเปิดประตูให้แอชเชอร์เดินก่อน ดึงเก้าอี้ให้เขานั่ง ทั้งคู่ทานมื้อเย็นในภัตตาคารหรูราว พูดคุยถึงทุกเรื่องที่คนออกเดทครั้งแรกคงไม่พูดถึงกัน ประวัติศาสตร์และการเมือง แอชเชอร์อาจจะดื่มไวน์มากเกินไป เพราะตอนที่แกรนท์มาส่งที่อพาร์ทเมนท์ และเขาชวน– ขอให้อีกฝ่ายอยู่ค้างคืน แกรนท์ลังเล ไม่แน่ใจว่าแอชเชอร์มีสติมากพอที่จะรู้ตัวรึเปล่าว่าเขากำลังเสนออะไร แต่หลังจากที่แอชเชอร์ยืนกรานครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็ตกลง ปิดประตูตามหลังก่อนจะกล่าวขอบคุณ

แมวของแอชเชอร์ก้มลงมองทั้งคู่จากบนโทรทัศน์ ก่อนจะโดดหนีไปยังเฟอร์นิเจอร์อื่น แทบจะส่ายหน้าให้กับวิธีการใช้ชีวิตของแอชเชอร์ เฮ้อ ทนดูไม่ไหวแล้ว คิดอะไรของเขาอยู่นะ อะไรทำนองนั้น แอชเชอร์ไม่รู้ว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีรึเปล่า เพราะตอนที่เขากับเทนนีแกนคบกันเธอชอบเขามาก (มันยากที่จะไม่ชอบเทนนีแกน) เข้ามาคลอเคลียนัวเนียหนุ่มนักข่าวเสียตลอดเวลา แต่แอชเชอร์คิดว่าเขาไม่ควรใส่ใจกับความคิดเห็นของแมว

“โอ้” แอชเชอร์อุทาน นึกขึ้นมาได้ “ให้ผม–”

เขาหันไปช่วยแกรนท์ถอดเสื้อคลุมออก มันช่างเป็นการกระทำที่ชักชวนและ..ยั่วยวนเสียจริง แต่เขาไม่ทันได้นึกถึงเรื่องนั้นในตอนแรกเสียด้วยซ้ำ มีที่แขวนเสื้ออยู่ข้างประตูอพาร์ทเมนท์สำหรับแขก และที่อยู่อาศัยของแอชเชอร์– เช่นเดียวกับนักเขียนทุกคนที่ไม่ใช่มหาเศรษฐี– คับแคบและมีเครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพไม่ได้เรื่อง ถึงกระนั้น เจตนาดีก็ไม่ช่วยให้มือแอชเชอร์หยุดสั่น หรือช่วยให้เสียงเนื้อผ้าเสียดสีกันหรือสัมผัสบนปลายนิ้วรู้สึกดีน้อยลง เสื้อคลุมปลดจากไหล่กว้างของแกรนท์อย่างง่ายดาย เผยให้เห็นรูปร่างและกล้ามเนื้อภายใต้เสื้อเชิร์ต แอชเชอร์ต้องใช้ความพยายามทั้งหมดหยุดไม่ให้ตนเองเอื้อมไปปลดกระดุมต่อ

เขาแขวนเสื้อคลุมกับที่แขวน เขย่งเท้า

“ขอบคุณ” แกรนท์เอ่ย

มันไร้สาระเป็นบ้า ทุกอย่างน่าอึดอัดไปหมด ฤทธิ์ไวน์ไม่รุนแรงพอที่จะทำให้แอชเชอร์เลิกตั้งคำถาม ทำไม? ทำไม? ทำไม? เขารู้ว่าอะไรจะหยุดให้เขาเลิกกังวลได้ แต่แค่นึกถึงมันก็ทำให้เขารู้สึกตัวสั่น เงยหน้าขึ้นสบตากับแกรนท์ แอชเชอร์รู้สึกว่าตนเองตัวเล็กเหลือเกิน แค่เด็กหนุ่มอยากรู้อยากเห็นผู้ไม่คำนึงถึงกฎของจักรวาล ว่าด้วยการที่ทุกคนไม่ควรรู้ถึงทุกสิ่ง แต่เขาอยากรู้นี่ เขาอยากรู้ถึงอะไรมากมาย

“จูบผมที” เสียงของเขานิ่ง ต่างจากหัวใจที่เต้นแรง “ได้โปรด”

ดวงตาของแกรนท์อ่อนลง “ไม่ใช่ตรงนี้”

อย่างที่บอก เขาเป็นสุภาพบุรุษ




ทั้งคู่จูบกันบนเตียง ยังไม่มัวเมาในความต้องการมากไปกว่าความเหมาะสม มันทำให้แอชเชอร์สงสัย นี่จะเป็นแค่จูบรึเปล่า? การที่เขากำลังนอนอยู่บนเตียง– มีแกรนท์ขึ้นคร่อม ที่นอนบุ๋มลงตรงที่แกรนท์คุกเข่า– มันชวนให้คิดว่าจะมีอะไรมากกว่านี้ ว่าเสื้อผ้าจะถูกถอดออกโยนทิ้ง ผิวจะได้สัมผัสผิว ต้นขาฝ่ามือและริมฝีปาก แต่แกรนท์กำลังจูบเขา ด้วยความเชี่ยวชาญที่เตือนให้แอชเชอร์จำได้ถึงความแตกต่างในอายุของทั้งสอง ถึงประสบการณ์หลายปีที่เขามีมากกว่าแอชเชอร์ แต่ตอนนี้ ข้อเท็จจริงนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกชื่นชมในตัวแกรนท์มากกว่าต้องการแกรนท์ ถูกยั่วยวนและล่อลวงด้วยความเป็นไปได้มากมายในตัวชายตรงหน้า

มันเริ่มต้นอย่างเชื่องช้าก่อนในตอนแรก แอชเชอร์จิกนิ้วลงบนคอเสื้อแกรนท์ อีกมือวางบนหลังของเขา ทั้งคู่จูบกันโดยไม่ใช้ลิ้นและหลับตาพริ้ม ไม่จำเป็นต้องเห็น แค่ต้องรู้สึก ทุกครั้งที่แกรนท์ผละออก มันเป็นแค่ไม่กี่วินาทีก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะจูบแอชเชอร์อีกครั้ง แต่ละครั้งรุนแรงขึ้นกว่าเก่า หิวโหยขึ้นกว่าเก่า ราวกับว่าเขาต้องการมากกว่านี้แน่แต่แค่ยังไม่อยากที่จะรีบร้อน ไม่อยากที่จะฉวยโอกาส แอชเชอร์จึงรั้งแกรนท์เข้ามาใกล้อีก เลียริมฝีปากคนตรงหน้าและขอร้องโดยไม่พูดว่าได้โปรด ได้โปรด–

เมื่อแกรนท์แทรกลิ้นเข้ามา ไล่ผ่านเพดานปากอย่างเชื่องช้าและอ้อยอิ่ง แอชเชอร์ครางลั่น สะโพกแอ่นขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ หวยหาสัมผัส กางเกงเริ่มรู้สึกคับแน่นจนเริ่มอึดอัด เขาแค่ต้องการอะไรสักอย่างที่มากกว่าสัมผัสเบาบางกลั่นแกล้ง เขาร้องครางบนริมฝีปากของแกรนท์ และนั่นมากพอที่จะทำให้อีกฝ่ายรุกรานเขา ฝ่ามือรั้งสะโพกแอชเชอร์เข้าไปใกล้ตัวเขา อีกมือแทรกขึ้นมาใต้เสื้อ เขาจะฉีกมันทิ้งก็ได้ถ้าเขาอยาก แอชเชอร์พบว่าตนเองคงจะไม่บ่นเสียด้วยซ้ำ แต่เขาไม่ทำหรอก สุภาพเกินไป และมันทำให้แอชเชอร์แทบเสียสติ

แกรนท์ผละริมฝีปากออก ไล่ลงมาที่ซอกคอเขาแทน แต่กลับ– หยุด แอชเชอร์แทบจะหยุดตนเองแทบไม่ทัน เกือบจะพูดขอร้องออกไปจริง ๆ มันไม่ยุติธรรมเลย ลมหายใจร้อนผ่าวของแกรนท์ แนบชิดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงอีกฝ่ายหัวใจเต้น แต่ทั้งคู่ก็ยังคงสวมเสื้อผ้าครบทุกชิ้น ยังมีอะไรกั้นขวางมากมายเหลือเกิน กระสับกระส่าย– แอชเชอร์เอื้อมมือขึ้นปลดกระดุมเสื้อตนเองออก เอียงคอให้แกรนท์

“ถ้าฉันทิ้งรอยเอาไว้” เขาพูดบนผิวของแอชเชอร์ “เธอจะว่าอะไรรึเปล่า?”

มันอันตราย การอยู่ในสถานะนี้ แอชเชอร์พยายามนึกถึงรายการสิ่งที่เขาจะปฏิเสธถ้าแกรนท์เอ่ยขอ แต่เขาพบว่ามันยากมากที่จะคิดอะไรจริงจัง หรือจะตั้งคำถาม เขาเห็นแต่ความว่างเปล่าพร่าเบลอสีขาวสว่าง แอชเชอร์สั่นหน้า หลายครั้งเกินไปหน่อยจนกลายเป็นการเร่งมากกว่าการตอบตกลง

แกรนท์กัดลงบนซอกคอ แรงจนทำเอาแอชเชอร์อ้าปากร้อง แต่ไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมา ไหล่ของเขาสั่น น้ำตาไหล มือข้างซ้ายแทรกไปตามเส้นผมของแกรนท์ กดเขาไว้ตรงนั้น มันชัดเจนว่าเขากำลังพยายามทำอะไร ทั้งคู่รู้ดีว่าแอชเชอร์เป็นมืออาชีพมากเกินกว่าจะปล่อยให้ใครคนอื่นเห็นรอยรักบนซอกคอ ผิวเข้มเกินกว่าจะขึ้นรอยช้ำ ผ้าพันคอสูงเกินกว่าที่จะโชว์ผิวหนัง แกรนท์ไม่ได้ต้องการจะแสดงความเป็นเจ้าของ เขาแค่ต้องการให้แอชเชอร์รู้สึกถึงมัน ให้แน่ใจว่า ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานให้ใครเห็น แอชเชอร์ก็จะยังจำ

และนั่นมากพอที่จะทำให้เขาสะอื้น

ราวกับจะเป็นการกล่าวขอโทษ แกรนท์จูบซอกคอแอชเชอร์ ไล่ลิ้นไปตามรอยที่เขาทิ้งไว้ ลงมายังกระดูกไหปลาร้า พรมจูบเล็ก ๆ เหมือนละอองฝนลงบนผิว เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป อยากจะเป็นฝ่ายทิ้งรอยบนผิวของคนตรงหน้าบ้าง จูบลงบนไหล่กว้างและตีตราของตนเอง เขาเอื้อมมือไปถอดเสื้อแกรนท์ออก ทั้งสองช่วยกันถอดเสื้ออย่างสะเปะสะปะ รีบร้อน ราวกับว่ามีเวลาเพียงน้อยนิดเหลือบนโลกนี้

แต่ในความเป็นจริง พวกเขามีเวลาอีกชั่วนิรันดร์ ยังมีความเป็นไปได้อีกมาก หลากหลายสิ่งที่แอชเชอร์ไม่สามารถแม้แต่ที่จะจินตนาการถึง เขาอยากจะลองมันเสียทุกอย่าง เรียกมันว่าอะไรก็ได้ ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กหนุ่ม หรือแค่ความเขลา แอชเชอร์ไม่สนใจอีกต่อไป นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในเวลานานเหลือเกินที่เขาเลิกถามว่า ทำไม ทำไม และกลายเป็นความต้องการดิบ เปล่าเปลือย รุนแรง

“ฉันจะดูแลเธอเอง” แกรนท์ว่า ดึงกางเกงแอชเชอร์ลงจนหมด เสียงของเขาฟังดูเหมือนคำสัญญา ประเภทที่แอชเชอร์เชื่อมั่นหมดใจในทันที “บอกฉันที– เธอต้องการแบบไหน?”

เขานึกอะไรไม่ออก– พูดอะไรไม่ออก ได้แต่เงยหน้าสบตา ริมฝีปากเผยอขึ้น

“อยากให้ฉันดูแลเธอแบบไหน คาริโน่?”

แกรนท์วางฝ่ามือข้างหนึ่งลงบนต้นขาของแอชเชอร์ ปลายนิ้วมือไล่ตรงผิวด้านใน อ่อนไหวต่อสัมผัส แอชเชอร์ขาสั่น เขาสั่นไปหมดทุกครั้งที่แกรนท์สัมผัสเขา เปิดเผย อ่อนแอ สองสิ่งที่ไม่ใช่เขาแต่กลับถูกเปลี่ยนให้เป็นเขาด้วยเสียงกระซิบสองสามคำและจุมพิตไม่กี่รอย อำนาจทั้งหมดตกอยู่ในมือคนตรงหน้า

“ผมไม่รู้” เขาตอบไปตามตรง

“แน่นอนสิว่าเธอรู้ เธออยากจะให้ฉันอ่อนโยน หรือว่ารุนแรง? อยากให้ฉันชมเธอไหมว่าเธอคือสิ่งที่งดงามที่สุดที่ฉันเคยเห็นมาภายในหลายเดือน? เพราะว่านั่นเป็นเรื่องจริง” เขาไล่ลงต่ำ ทำเอาแอชเชอร์สะท้านไปทั่วร่าง “ฉันจะดูแลเธออย่างดี ฉันจะให้ในสิ่งที่เธอต้องการ– บอกฉันมาว่าเธอต้องการอะไร”

“คุณ”

มันช่างเลี่ยนเหลือเกิน โรแมนติกและน้ำเน่า แต่แอชเชอร์คิดอะไรอย่างอื่นไม่ออกแล้ว

ไม่รู้ว่าโชคเข้าข้างหรือแกรนท์แค่ตัดสินใจเลิกแกล้ง เพราะปรากฏว่า นั่นเป็นคำถามที่ดีพอ

มันเป็นการเล้าโลมที่ยาวนานจนแอชเชอร์แทบจะถึงจุดสุดยอดเสียเดี๋ยวนั้น แกรนท์ยังคงสุภาพ ยังคงเป็นสุภาพบุรุษ ไม่อยากจะให้เขาเจ็บ ต้องการแน่ใจว่าเขาผ่อนคลายมากพอ แต่เมื่อแกรนท์กระแทกสะโพกเข้ามา มันไม่ใช่สัมผัสยั่วยวนแบบในตอนแรกอีกต่อไป แต่หนักหน่วง รุนแรง…

แอชเชอร์หลับตาลง หัวใจเต้นแรง ภายใต้ความมืดข้างหลังเปลือกตา– เขามองเห็นดาว




เช้าวันรุ่งขึ้น เขาตื่นมาแล้วพบว่าแกรนท์ตื่นก่อนเขานอนแล้ว นั่งขัดสมาธิอยู่ข้าง ๆ อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เป็นทางการจนดูไม่ออกว่าเขาพึ่งอยู่ค้างคืนกับหนุ่มนักข่าวอายุห่างกับตัวเองเกินครึ่ง บนตัก แมวของแอชเชอร์นอนขดตัวอยู่ เธอเหยียดตัวสบายใจเฉิบเมื่อแกรนท์เกาคอให้

“ฉันอยากอยู่ต่อ” แกรนท์เอ่ยขึ้น “ถ้าเธอไม่ว่าอะไร”

แอชเชอร์กระพริบตา

“ฉันอยากทำมื้อเช้าให้ ฉันทำวาฟเฟิลอร่อยมาก” เขาอธิบายต่อ ราวกับว่าเขาต้องโฆษณาตนเองให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่งั้นแอชเชอร์จะเตะเขาออกไปนอกห้องแล้วไม่คุยกับเขาอีก แอชเชอร์ขมวดคิ้ว ก้มลงมองแมวตนเอง เธอดูมีความสุขผิดปกติยังไงชอบกล มันเกือบจะดูน่ากังวล

“ผมอยากให้คุณอยู่ต่อ” แอชเชอร์ตอบ หวังว่าตนเองจะไม่ฟังดูกระเหี้ยนกระหือรือนัก

แกรนท์ยิ้ม แล้วโน้มเข้ามาจูบเขาตรงหว่างคิ้ว แอชเชอร์คงจะรู้สึกเขินอายที่ตนเองยังเปลือยอยู่ใต้ผ้าห่ม แต่เขารู้สึก..ดี เกินกว่าที่จะสนใจเรื่องพวกนั้น น่าเสียดายที่ช่วงเวลานี้ต้องจบลงเสียก่อน เพราะแกรนท์ผละออก ขอตัวไปทำมื้อเช้าให้อย่างที่สัญญา– วาฟเฟิล ไส้กรอก และอะไรพวกนั้น

เหลือแต่เขากับแมว ผู้ที่ตอนนี้กำลังจ้องมาทางเขา นั่งนิ่งตัวตรง

“เขาชื่อแกรนท์ เครนเดล” ทำไมเขาต้องมาแก้ตัวด้วยนะ “เขาเป็นผู้บริหารเมือง”

นั่นไม่สำคัญเลยโลกของแมว แต่เธอก็ยังร้องเหมียวแสดงความยินดีให้แอชเชอร์ตามมารยาท

FIN.

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s