[FIC] Through Feline Eyes

Title: Through Feline Eyes
FANDOM: Transistor (Video Game)
PAIRING: Grant Kendrell/Asher Kendrell, One sided Sybil Reisz/Red
RATING: T? มั้ง…
WARNINGS: สปอล์ยเนื้อเรื่องเกม!!!!!
NOTES: เราบอกตัวเองว่าจะไม่แต่งฟิคเนื้อเรื่องเกม เพราะ.. มันเศร้า และทำให้เราใจสลาย
แต่เราดันคิดไอเดียมาได้ว่า เฮ้ย ถ้าเราแต่งฟิคนี้ ผ่านมุมมองของแมวแอชเชอร์ล่ะ?
.. เลยงอกมาเป็นฟิค

ชื่อของแมว (คริมสัน) ได้แรงบันดาลใจมาจากฟิคอื่นอีกที
เช่นเดียวกับเฮดแคนน่อนที่ว่าเทนนีแกนกับแอชเชอร์เคยมีประวัติร่วมกัน (เราชอบมาก)




การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติในเมืองคลาวด์แบงค์ พวกมนุษย์ตกลงกันไม่ได้ว่าต้องการให้เมืองเป็นแบบไหน ว่าอยากได้สะพานหรือสวนสาธารณะกันแน่ คริมสันคงจะไม่มีวันเข้าใจความไม่รู้จักพอของพวกมนุษย์ เรียกร้องกันไม่หยุดว่าอยากได้นู่นได้นี่ ไร้สาระ พวกมนุษย์ร้องแรกแหกกระเชอเหมือนมันคิด– ไม่สิ– มันเชื่อ ว่าพวกมันสมควรที่จะได้รับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ พวกมันไม่สมควรได้อะไรทั้งนั้นแหละ เธอต่างหากที่สมควรจะได้รับทุกสิ่ง ถ้าเธออยากจะปัดแก้วกาแฟของแอชเชอร์ตกโต๊ะ เธอก็มีสิทธิ์ที่จะทำ และเขาก็ควรจะเลิกบ่นได้แล้วตอนที่คริมสันขึ้นไปนอนบนเทอร์มินอลของเขา เธอจะนอนตรงไหนก็ได้ที่มันอุ่น เธอมีสิทธิ์

แต่ช่างเถอะ เธอพูดออกนอกเรื่องอีกแล้ว– ในเมืองนี้ พวกมนุษย์วิ่งเต้นเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่พวกมันไม่พอใจ เธอชินแล้ว เธอไม่สนใจพวกมันหรอก เธอสูงส่งกว่าความโลภของพวกคนสองขา แต่แอชเชอร์.. คนรับใช้ ในยามที่คริมสันหงุดหงิด เพื่อน ในยามที่เธออารมณ์ดี และสิ่งมีชีวิตที่เดาทางง่ายจนน่าเบื่อในทุก ๆ วัน เขาเป็นคนที่ทำอะไรเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เขาจะง่วนเขียนลายมือไก่เขี่ยอะไรนั่นให้คนอ่าน นั่งอยู่บนโซฟาตอนบ่ายสองของทุกวันเสมอ ไขว่ห้าง แล้วเขาก็จะดื่มกาแฟด้วย เขาใช้ชีวิตตามตารางเวลาในหัว

และเมื่อมันมีการเปลี่ยนแปลง คริมสันสังเกตเห็นมันทันที เธอสังเกตเห็นทุกอย่างแหละ แต่ส่วนใหญ่เธอจะเลือกเมิน ๆ มันไปเพราะบ่นปากเปียกปากแฉะไปเปลืองน้ำลายเปล่า ๆ เขาพาคนกลับบ้านมาหลายคนเหลือเกิน (ไม่บอกเธอก่อนด้วยนะ! คิดว่าบ้านนี้เป็นของใครกัน? ถามคำถาม) พูดคุยอะไรกันก็ไม่รู้ คริมสันมองว่าหลายอย่างที่มนุษย์สนอกสนใจมักจะไร้ประโยชน์และเสียเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสนใจของแอชเชอร์ เธอก็เลยเมินอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้– หมอนี่ นี่แปลก นี่เปลี่ยน และเช่นเดียวกับทุกการเปลี่ยนแปลงในเมืองนี้ มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในด้านดี คริมสันเคยเป็นแมวจรจัด สัญชาติญาณเธอคมกริบ เธอดูออก

หมอบคลานอยู่บนหลังคาเหนือมนุษย์ทั้งสอง คริมสันสังเกตการณ์บทสนทนนาระหว่างทั้งคู่เงียบ ๆ เตรียมตัวที่จะโดดหนีหากมีอะไรตุกติกเกิดขึ้น จากมุมนี้ พวกมนุษย์ดูเล็กจิ๋ว ต่ำเตี้ยเรี้ยดิน อีกหนึ่งเหตุผลที่เธอชอบขึ้นที่สูง จะได้มองดูพวกมันในแบบที่พวกมันเป็น แคระแกนและต้อยต่ำกว่าเธอ ก็ดูสิ! ถ้าหากแอชเชอร์เป็นสัตว์ที่มีความฉลาดเทียบเท่ากับเธอ เขาก็ควรจะรู้เหมือนกัน เขาควรจะดูออก

แต่ไม่ เขามัวแต่ยุ่งอยู่กับการจ้องเจ้าตัวสูงนั่น ตาโต ติดอ่าง เขินอาย มันไร้สาระเป็นบ้า ผมไม่เคยเห็นสถานที่แบบนี้มาก่อนเลย แอชเชอร์พึมพำ เสียงปราศจากลมหายใจ แล้วเจ้ามนุษย์แก่ก็อธิบายให้ฟังถึงความเป็นมาของที่นี่ ราวกับว่ามันสำคัญงั้นแหละ มันไม่ได้ต่างจากที่อื่นเลย.. ก็ ไม่เชิง มันต่างอยู่นิดหน่อยถ้าจะพูดถึงทัศนียภาพและอะไรพวกนั้น แต่นั่นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือมันเป็นอาณาเขตไร้เจ้าของ คริมสันยังไม่ได้ครอบครองสถานที่ตรงนี้ เธอต้องทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่ก่อนอื่น–

เฮ้ คริมสันร้องทัก ดังกว่าโทนเสียงปกติที่เธอจะใช้คุยกับแมวตัวอื่น แอชเชอร์หูหนวกขั้นหนัก มันน่าสงสารมากพอ ๆ กับที่มันน่าสมเพช นายโง่หรือว่าโง่ หมอนี่อันตราย อย่าไปฟังที่มันพูด

“จินตนาการสิว่าเราสองคนจะได้เรียนรู้อะไรบ้าง” ไอ้แก่นั่นพล่ามต่อ มันกำลังจับมือแอชเชอร์ด้วย นิ้วคล้องกันในแบบที่มนุษย์มองว่ามีความหมายลึกซึ้ง จริงจังกว่า รักใคร่กว่า คริมสันสนแค่ว่ามือนั่นมีกรงเล็บรึเปล่า ตอนนี้ยัง แต่มนุษย์งอกเพิ่มได้เสมอ “อดีต– อนาคต– ทุกอย่างที่เราปรารถนา”

ดวงตาของทั้งสองสบกัน ริมฝีปากห่างกันไปแค่ไม่กี่คืบ

แหวะ คริมสันขนลุกซู่ น่าขยะแขยงเป็นบ้า

“ตราบใดที่เธอสามารถเก็บมันเป็นความลับ–”

“ผมรับปาก”

คริมสันแทบสะดุ้งตกหลังคา ถ้าไม่ติดว่าความสามารถด้านการทรงตัวของเธอไม่เป็นสองรองใคร อะไรนะ เธอกรีดร้องแล้วคราวนี้ แต่แอชเชอร์ก็ยังไม่ได้ยินอยู่ดี เธอพิจารณาว่าตนเองควรจะกระโดดลงไปดีไหม ข่วนหน้ามันเข้าให้ เพื่อจะตาสว่าง นายไปไว้ใจมันได้ยังไง มันจะจบเห่เหมือนกับครั้งที่ผ่าน ๆ มานั่นแหละ

เผลอ ๆ อาจจะเลวร้ายยิ่งกว่า

แต่– อี๊ โอเค พวกมันจูบกันจนได้ คริมสันอยากจะเบือนหน้าหนี แต่เธอกลับหยุดอยู่กับที่ ต้องมีใครสักคนตรวจให้แน่ใจว่าหมอนี่ไม่เป็นไร แต่มันเป็นน่ะสิ เป็นแน่ คริมสันจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่แอชเชอร์ไม่เป็นอะไรมันผ่านมานานแค่ไหนแล้ว อาจจะก่อนที่เจอเธอ รับเธอมาอยู่ด้วย หลายปีผ่านมา

มนุษย์ บางทีเธอควรจะเลิกทำความเข้าใจพวกมันสักที รัก ๆ ใคร่ ๆ และความต้องการที่จะให้คนอื่นเข้าใจตนเอง มันเป็นแค่วิธีการเกลียดตนเองอีกรูปแบบของแอชเชอร์ แต่คริมสันจะไปห้ามอะไรเขาได้




เธอพลาดท่าไปหน มันช่วยไม่ได้นี่น่า เช่นเดียวกับแอชเชอร์ เธอเองก็อยากรู้อยากเห็นเหมือนกัน เชื่อเถอะ เธอเองก็รู้สึกตะหงิด ๆ เหมือนกันตอนที่เจอกับหมอนั่นครั้งแรก (แกรนท์? แกรนท์) เธอพยายามเขม่นแอชเชอร์ แต่เขาไม่สนใจ แล้วพอเช้าวันถัดมา เจ้าหมอนั่นก็ยังอยู่ ดูแปลกใจที่ได้เห็นเธอ แล้วรู้ตัวอีกทีเธอก็นอนอยู่บนตักมัน เผลอพลั้งไปอีกจนได้ ถึงแม้จะดูไม่น่าไว้ใจ หมอนี่เกาคอเก่งมาก มิน่าแอชเชอร์ถึงร้องอยู่ได้ทั้งคืน

แต่ครั้งเดียวก็เกินพอ หลังจากนั้นเมื่อทั้งคู่เจอกันอีก คริมสันประกาศตนทันทีว่าเธอไม่ต้องการที่จะเป็นมิตรกับมนุษย์คนนี้แม้แต่น้อย เธอข่วนมันไปด้วยรอบหนึ่งบนหลังมือ แอชเชอร์โวยวายใหญ่ (“เป็นอะไรของเธอน่ะ!” เจ้ามนุษย์อกตัญญูเอ้ย ฉันกำลังปกป้องแกอยู่นะ) แกรนท์รีบปฏิเสธว่าเขาไม่ถือสา แล้วทั้งคู่ก็ทำแผลประคบประหงมกันและกัน มันทำให้คริมสันอยากจะโก่งคออ้วกเหลือเกิน

มีมนุษย์คนอื่นมาที่นี่ด้วย นอกจากเจ้าแกรนท์ ไม่ใช่พวกคนที่มาแล้วไป ตอบคำถามให้แอชเชอร์แล้วกลับมาอีก คนรู้จักกระมัง เพื่อน สมาชิกกลุ่มลิเก คาเม–สักอย่าง คริมสันไม่ได้ตั้งใจฟัง คริมสันชอบเจ้าคนแรก ผมดำ ตาเขียว ตัวสูงโย่งแต่ผอมแห้งไปหมด เธอกินหมอนั่นทั้งเป็นได้เลยถ้าเธออยาก แต่เธอจะทำ มันเป็นหนึ่งในมนุษย์ไม่กี่คนที่ไม่ทำให้เธอรำคาญ มันไม่พยายามคุยกับเธอ และถ้าเขาทำ เขาก็ไม่ใช้เสียงงี่เง่าแบบที่มนุษย์คนอื่นทำ (บีบเสียงบ้างล่ะ ทำเสียงเล็กบ้างล่ะ เพื่อ?) ที่มากกว่านั้น มันให้ความเคารพที่คริมสันสมควรจะได้รับมาตลอด ผงกหัวทักทายเธอทุกครั้งที่มาที่นี่ แอชเชอร์ควรเรียนรู้จากเขาบ้าง

อีกคนหนึ่ง รายนี้น่ารำคาญหน่อย ส้นสูง พกร่ม หมวกปีกกว้าง ชุดกระโปรงสีขาว–แดง และพูดมากเป็นบ้า คริมสันรู้จักประเภทแบบนังนี่ ทำตัวน่ารัก ไม่มีพิษสง ปรี่ตัวเข้าหาสัตว์ “เล็ก” อย่างคริมสันเพื่อที่ตนเองจะได้ดูมีหัวใจกับเขาบ้าง และหล่อนคงก็รู้แหละว่าคริมสันรู้ ดูออกทันที แต่เธอไม่สน ยังคงพูดกับแอชเชอร์ว่า (“เธอน่ารักจังเลย!”) แล้วอุ้มคริมสันขึ้นไปวางบนตัก เธอกะจะโวยวายอยู่หรอก แต่– ฮื่ม.. นี่สบายดีจัง..

ทั้งคู่คุยกัน นั่งอยู่ในห้องครัว ดื่มชา คริมสันไม่ได้ตั้งใจฟัง เธอน่าจะเผลองีบหลับไปสักวันสองวัน เนื้อผ้ากระโปรงของ– ซีบิล? นุ่มนวล เรียบสนิท ไม่มีรอยยับ มันทำให้การนอนสบายอย่างยิ่ง ต่างจากเจ้าผ้าพันคอของแอชเชอร์ เต็มไปด้วยเส้นด้ายเส้นขนหลุดลุ่ยน่ารำคาญ และเขาบ่นทุกครั้งถ้าเกิดขนของคริมสันร่วงใส่มัน เขาควรจะรู้สึกเป็นเกียรติ! ซีบิลไม่บ่น นั่นดี เธอก็เลยหลับสบาย แต่เมื่อเธอตื่นขึ้นมา ยังคงงัวเงียและรู้สึกถึงนิ้วมือเกาหลังหูลาง ๆ ซีบิลกำลังพล่ามถึงใครสักคนอยู่ เสียงหวานเยิ้มเหมือนน้ำผึ้ง ถ้ามันมีพิษน่ะนะ

“…เร้ดพิเศษ! เธอจะเป็นประโยชน์กับเราแน่ เชื่อฉันเถอะ แอชเชอร์ มันมี.. อะไรบางอย่าง เกี่ยวกับเธอ เธอช่างมั่นใจเหลือเกิน ฉันบรรยายไม่ถูก และยามที่เธออยู่บนเวทีนะ ทุกคนรักเธอ”

แอชเชอร์ฟังดูไม่สนอกสนใจนัก เสียงเขาเป็นแบบนั้นเสมอ ยกเว้นตอนพูดถึงเจ้าแกรนท์นั่น นอกจากนั้นเขาตายซาก มันเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่คริมสันชอบในตัวเขา

“อา ใช่ รัก” เขาไขว้ขาทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นิ้วมือไล่บนจอแท็ปเล็ต– เทอร์มินอลขนาดพกพาบนโต๊ะ “เพลงของเธอส่งผลให้เกิดข้อพิพากษ์ในที่สาธารณะ ครั้งแรกในรอบสี่ปี”

ซีบิลเบะปาก ละมือจากหูของคริมสัน (กล้าดียังไง) แล้วเปลี่ยนเป็นกอดอกแทน ส่งสายตาจิกแอชเชอร์ ถ้าเธอยิงรังสีจากตาได้เขาคงตายไปแล้ว “ก็ถ้านายพูดอย่างนั้น มันก็ฟังดูแย่น่ะสิ!”

แอชเชอร์ตอบหน้าตาย “ฉันนไม่ได้บอกว่านั่นเป็นเรื่องแย่”

“เพลงของเธอมีอิทธิพลต่อผู้อื่น ให้ตายเถอะ นายฟังดูเหมือนท่านผู้บริหารขึ้นทุกวัน”

ก็เออน่ะสิ คริมสันเสริมด้วยการร้องเหมียว

“และเธอก็ฟังดูเหมือนนักเขียนขึ้นทุกวัน” แอชเชอร์ตอบกลับ ประจวบเหมาะกับตอนที่ซีบิลแลบลิ้นปลิ้นตาแล้วเอื้อมมือมาฉกแท็ปเล็ตไปจากมือเขา อ่านไฟล์เอง “เร้ดอย่างงั้น เร้ดอย่างงี้ รู้ตัวอีกทีเธอคงเริ่มพรรณนาว่าผมสีแดงของเธอเหมือนกับฤดูใบไม้ร่วง เราไม่มีฤดูนั้นมาหลายปีแล้วด้วยซ้ำ”

“เงียบน่ะ” ซีบิลเอ็ด “แต่.. เธอก็สวยจริง ๆ นะ..”

“นั่นประไร”

“เงียบ! ฉันแค่– ฉันพูดไม่ถูก เธอ.. สวย เธองดงาม”

คริมสันโดดจากตักเธอทันที รู้สึกว่าตนเองแปดเปื้อน โทนเสียงนั่น แบบเดียวกับที่แอชเชอร์ใช้คุยกับแกรนท์ไม่มีผิด เพ้อฝัน หลงใหล เคลิ้มอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ เธอไม่ต้องการอะไรแบบนั้นในชีวิตเธอ มนุษย์นี่มันเป็นอะไรของมันนะ? อยู่ดีไม่ว่าดี พวกมันเป็นเอามากแบบนี้ทุกคนเลยรึเปล่า?

“เธอสวย” แอชเชอร์เห็นด้วย ตามมารยาท “และมีคนรักแล้ว”

“ฉันรู้! นายไม่จำเป็นต้องเตือนฉันก็ได้ ฉันเห็นหมอนั่นทุกคืน มันน่านัก

“งั้นเธอก็ควรจะบอกฉันว่าเขาเป็นใคร ข่าวหน้าหนึ่ง คนรักปริศนาของเร้ด–”

“–จะทำให้เร้ดโกรธฉันไปยันวันตาย อย่า” ซีบิลพูด คราวนี้เธอฟังดูจริงจัง ก็จริงจังที่สุดเท่าที่คริมสันเคยได้ยินจากเธอ เธอจับแล็ปท็อปแน่นไปหน่อย จ้องมันใกล้เกินไป จ้องเร้ด “เจ้าหมอนั่น…”

“เขาจะเป็นปัญหารึเปล่า?”

“นอกจากเป็นมารหัวใจฉัน? ไม่ต้องห่วง เหอะ ฉันอยากให้มันตาย ๆ ไปซะ..”

ถ้าแอชเชอร์ประหลาดใจกับสิ่งที่ซีบิลพูด เขาก็ไม่ได้แสดงมันออกมาบนสีหน้า

“ช่างเถอะ” ซีบิลตัดบท วางแล็ปท็อปลงบนโต๊ะ “คุยเรื่องนายดีกว่า เป็นยังไงบ้าง? กับแกรนท์น่ะ?”

สีหน้าของแอชเชอร์เปลี่ยนไป มุมริมฝีปากสองข้างกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้ม มีอารมณ์และความรู้สึกบนใบหน้า สะท้อนในแววตา คริมสันรู้สึกว่าตนเองกำลังมีอาการช็อก เขาดู.. มีความสุข มากที่สุดในรอบหลายปี เขาเริ่มเล่นกับนิ้วมือตนเองด้วยความประหม่าเสียด้วยซ้ำ ดวงตาเหลือบลงต่ำ

“เรามีความสุขดี” เขาตอบ ราวกับว่านั่นเพียงพอ ราวกับว่านั่นสำคัญ

มีความสุข คริมสันร้องทัก แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละ

แต่แอชเชอร์ดันหันมามองเธอ เอียงคอ ไม่เข้าใจที่เธอพูดสักนิด “หิวแล้วเหรอ?”

เธอคงจะปฏิเสธอยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่าการทานอาหารเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เธอชื่นชอบ เธอจะให้เจ้ามนุษย์แอชเชอร์เทอาหารใส่จานหรูของเธอ จากนั้นก็เขี่ยมันลงพื้นให้เละเทะก่อนแล้วค่อยกิน ตามพิธีที่เธอทำเสมอ แล้วเขาก็จะบ่นเรื่องทำความสะอาด ไม่มีอะไรทำให้คริมสันมีความสุขไปกว่ากวนประสาทแอชเชอร์อีกแล้ว




ทั้งคู่แต่งงานกัน แอชเชอร์ได้กลายมาเป็น แอชเชอร์ เคนเดรล ในตอนแรกแอชเชอร์กับแกรนท์ไม่ต้องการพิธีรีตอง แต่ซีบิล สาวสังคม หิ่งห้อยผู้รักแสงไฟ ยืนกรานจะจัดงานให้ได้ คริมสันไม่รู้อะไรเรื่องงานแต่งงานมากนัก นอกจากที่ว่ามันเป็นสัญญาทาสประเภทเดียวที่ถูกกฎหมายในเมืองนี้ และแอชเชอร์มีความสุขเสียเหลือเกิน เธอได้การ์ดมาร่วมงานด้วย ซีบิลทำให้ “ขำ ๆ ” แต่เธอก็มาอยู่ดี เธอรู้ว่าแอชเชอร์อยากให้เธอมา

รอยซ์ เจ้ามนุษย์ผอมโซขี้ประหม่า ก็มาร่วมงานเหมือนกัน เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้แกรนท์ เขาเตรียมบทพูดมาด้วย ใช้เสียงเบาหวิวจนแทบฟังไม่ออก เว้นระยะตลอดเป็นเวลานานเมื่อคิดหาคำพูดไม่ได้ และอธิบายอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆ ใช้คำเดิมหลาย ๆ รอบ คริมสันไม่เคยเห็นมนุษย์ที่พูดภาษาตนเองแย่ขนาดนี้มาก่อน แต่แกรนท์น้ำตาไหลเมื่อเขาพูดจบ ทุกคนลุกขึ้นปรบมือกันเกรียวกราว รอยซ์ไม่ลืมมารยาท เขาโค้งขอบคุณ ก่อนจะรีบหันหลังวิ่งออกนอกงาน มนุษย์หลายคนเรียกอาการนี้กันว่าเขินอายจนทำอะไรไม่ถูก

รู้ตัวอีกที คริมสันก็นั่งอยู่กับเขา ไม่สิ กับ เขา ฟังดูเหมือนว่าทั้งคู่นั่งด้วยกัน เท่าเทียมกัน ซึ่งไม่ใช่ในกรณีนี้ รอยซ์นั่งอยู่ตรงมุมห้อง ซอกหลืบในห้องโถงบริเวณที่ไฟไม่ติดและไม่มีใครหันมามอง ส่วนคริมสันเกาะอยู่บนไหล่เขา แบบเดียวกับที่เธอเกาะไหล่แอชเชอร์เสมอ ๆ เมื่อหาเฟอร์นิเจอร์อื่นไม่ได้ ต้องให้ตนเองอยู่สูงเสมอ ไหล่ของรอยซ์สั่นเล็กน้อย ซึ่งน่ารำคาญ แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่พูดมาก

คริมสันสัมผัสได้ถึงความกลัวในอากาศราวกับนักชิมไวน์มืออาชีพ หมอนี่กำลังกระสับกระส่าย ประหม่า หวาดกลัว เหมือนหนูวิ่งหนีการไล่ล่า คำถามคือ หนีอะไร?

คริมสันเงยหน้าขึ้น มองเห็นซีบิลเดินเข้ามา มือข้างขวาควงร่ม เธอยังคงพกมันอยู่แม้กระทั่งในที่ร่ม ท้องฟ้าข้างนอกไม่มีแววว่าจะฝนตกหรือแดดออก มันดูเหมือนของตกแต่งประจำตัวมากกว่าเอามาใช้ประโยชน์จริง ๆ ซึ่ง งี่เง่ามากในสายตาคริมสัน เธอแต่งตัวเสียดิบดี หมวกประดับประดาด้วยลูกไม้

“อยู่นี่เอง!” เธอหยุดยืนข้างหน้ารอยซ์ ท้าวเอว “ฉันตามหาจนทั่ว แม็กซ์ ดาร์ซี่มางานด้วย รู้รึเปล่า? ฉันส่งบัตรเชิญไปแต่ไม่นึกว่าเขาจะมา ฉันต้องคุยกับเขาให้ได้– ทุกคนมาร่วมงาน”

รอยซ์ประสานมือเข้าหากัน ก้มศีรษะลงมองหว่างขาตนเอง เกยหน้าผากกับมือ “นั่นคือปัญหา ใช่”

“ปัญหา? นี่คือโอกาส! เราจำเป็นต้องชักชวนให้คนเข้าร่วมคาเมราต้า นี่คือโอกาสที่เราจะเข้าหาพวกเขา งานแต่งงานของท่านผู้บริหารมีแต่แขกระดับวีไอพี แต่ละคนล้วนมีค่าต่อเราทั้งนั้น”

“อา ใช่ ผู้คน.. เสียง.. เธอคือหูและตาของเรา ซีบิล เข้าไปใกล้พวกเขา เข้าใกล้พวกเขา” รอยซ์พึมพำ คุยกับตัวเองมากกว่าหญิงสาวตรงหน้า “ฉัน.. ไม่ใช่เธอ ฉันไม่เข้าใกล้เป้าหมาย นั่นไม่ใช่ความถนัดของฉัน”

“ฉันรู้ แต่– เฮ้อ ช่างเถอะ คาดหวังมากไปเองแหละ”

ซีบิลหันหลัง เข้าหาแสงไฟ กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้าสังคม

“รอก่อน” รอยซ์กระซิบ

เธอหันขวับกลับไปมอง คิ้วขมวด “อะไร?”

ชายหนุ่มเงียบไปนาน อ้าปากเหมือนจะพูด แต่แล้วก็หยุดชะงัก เริ่มต้นใหม่ รวบรวมตนเองใหม่ เรียบเรียงคำพูดใหม่ แต่สุดท้ายมันก็ยังออกมาไม่สมบูรณ์ “นี่.. งานนี้ งานแต่งงาน มันจะเปลี่ยนอะไรบ้าง?”

ซีบิล ต่างจากคริมสันผู้มีสติปัญญาสูงส่ง ไม่เข้าใจ “โทษที ฉันไม่เข้าใจว่านายหมายถึงอะไร”

“ฉันรู้จักแกรนท์มาครึ่งชีวิต ซีบิล.. เขาเป็นคน.. ฉันรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง เขาสนับสนุนฉันมาตลอด เห็นด้วยกับฉันในหลายเรื่อง การเมือง.. เป็นอะไรที่น่าเหน็ดเหนื่อย และแอชเชอร์..”

“เป็นคนดี” หญิงสาวขัดทันที ใช้ร่มค้ำจุนตนเองไว้กับพื้น ท้าวมันไว้

“…จงรักภักดี หากไม่นับถึงเรื่องอื่นแล้ว จงรักภักดีต่อแกรนท์และเป้าหมายของเรา”

“นั่นเป็นเรื่องดีนี่ ใช่ไหม?”

“มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเรื่องดี ใช่” รอยซ์เงยหน้าขึ้นในที่สุด ดวงตาของเขายังคงเป็นเหมือนเดิม รูม่านตากว้างออกตลอดเวลา ถลึงตามองทุกสิ่ง “ความรักไม่ทำให้คนตาบอด.. ใช่.. แต่มันทำให้ศักยภาพของคนเราทดถอย เมื่อมาถึงเรื่องตัดสินผู้อื่น เรื่องการใช้หลักเหตุและผล ฉันไม่รู้ว่า..”

ซีบิลเลิกคิ้วขึ้น แต่ไม่พูดขัด ข้างหลังเธอ แขกเหรื่อในงานเหลือบตามองมาทางทั้งคู่บ้าง แต่ไม่มีใครกระซิบนินทาหรือให้ความสนอกสนใจอะไร จดจ่ออยู่กับบทสนทนาและแก้วแชมเปญ รอยซ์กลืนน้ำลาย

“ฉันไม่.. คุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้ อา ไม่เลย ไม่เคย.. ที่จะคุ้นเคย มีประสบการณ์ หรือมีความสนใจในเรื่องแบบนี้ ไม่เลยล่ะ ไม่ค่อยเท่าไหร่.. ยากจะคาดเดาสมมติฐาน บอกฉันที ซีบิล งานแต่งงาน นี่ จะเปลี่ยนเรายังไง? มันจะเปลี่ยนแกรนท์ แอชเชอร์ เธอ.. และความสัมพันธ์ของเราทั้งหมดยังไง?”

เมื่อพูดจบ บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ก็เปลี่ยนไป ซีบิลมีท่าทีอ่อนลง เห็นอกเห็นใจขึ้น เลิกท้าวเอวเคาะส้นเท้าแล้วเปลี่ยนมาเป็นกอดร่มแนบอกตนเอง เธอยิ้มแบบที่ตาไม่ยิ้มด้วย

“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น รอยซ์” เธออธิบาย แต่รีบแก้ตัวทันทีหลังจากนั้น ขยายความ ไม่อยากที่จะโกหก คริมสันส่งสายตาตัดสินใส่เธอ “ก็ สองคนนั้นเขาก็คงตัวติดกันจนแยกไม่ออก มุ้งมิ้งกันมากขึ้น แต่เรามีเป้าหมายเดียวกัน รอยซ์ เราต้องการประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น เราอยู่ฝ่ายเดียวกัน”

“อา แน่นอน” รอยซ์พยักหน้า “เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรเลยเปลี่ยนไป

ทั้งคู่ยิ้ม

คริมสันกระโดดลงจากไหล่เขา เดินหนีไปหาอย่างอื่นที่เจริญหูเจริญตากว่าในงาน อย่าง.. เค้กนั่น มันสูงลิบลิ่ว สูงกว่าเธอ น่าพังให้เละเสียจริง ๆ เฮ้อ พวกมนุษย์– เธอรู้อยู่หรอกนะว่าแอชเชอร์งี่เง่า แต่ไม่คิดว่าเขาจะหาคนที่งี่เง่าพอ ๆ กับตัวเองมาคบค้าสมาคมด้วยได้ แบบนี้เรียกว่าพรหมลิขิตรึเปล่า?

โง่งี่เง่า เมื่อทุกอย่างเปลี่ยน มันก็เปลี่ยนน่ะสิ ไม่มีอะไรเหมือนเดิมหลงเหลือเสียสักอย่าง

เขาควรจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุดแท้ ๆ




รอยซ์ยืนอยู่หน้าประตู ไหล่ห่อ ขอบตาคล้ำ แอชเชอร์เป็นสิ่งเดียวที่กั้นเขาไว้ไม่ให้เดินเข้ามาในห้อง ส่วนคริมสันเกาะอยู่บนไหล่ของเขา หาวหวอด ๆ เธอไม่สันทัดเรื่องเวลาเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามนุษย์ แต่เธอรู้สึกเหมือนมันผ่านมาแล้วเป็นปีตั้งแต่ที่เธอเข้านอน ข้างนอกหน้าต่างก็มืดทึบ นี่ไม่ใช่เวลาที่ควรจะมารับแขก เธอคงจะข่วนหน้ารอยซ์ แต่นั่นใช้พลังงานมากเกินไปหน่อย

“ผมไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรกับมันอยู่” รอยซ์พึมพำ “ผมอยากรู้ว่าเขากำลังทำอะไรกับมันอยู่”

แอชเชอร์เฉไฉเปลี่ยนเรื่อง “คุณพูดซ้ำสองครั้ง รู้ตัวรึเปล่า?”

“ไม่ ผมบอกคุณถึงความไม่พอใจของผม แล้วต่อด้วยความต้องการของผม ผมต้องการที่จะแสดงตนอย่างชัดเจน คุณรู้รึเปล่าว่าเขากำลังทำอะไรอยู่? ไม่?” รอยซ์ชะงัก ตาโตกว่าเดิม “คุณรู้”

“ผมไม่รู้” คริมสันดูออก เขาไม่ได้โกหก นั่นล่ะปัญหา

นักวิศวกรหนุ่มขมวดคิ้ว “มันไม่สมกับเป็นคุณที่จะไม่ตั้งคำถาม”

มันไม่สมกับเป็นแอชเชอร์สักอย่างนั่นแหละ ไอ้กลุ่มคาเมราต้านี่น่ะ คริมสันยังจำได้ ตอนที่แอชเชอร์เลือกความถนัดทางวิชาชีพ เลือกที่จะเป็นนักเขียน เขาพูดเสมอ– เล่าให้เธอฟัง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขาไม่คิดว่าเธอจะฟังออก หรือเขารู้ ว่าเธอฟังออก แต่ไม่ต้องการให้เธอตอบกลับ?– ว่าความรู้ไม่มีประโยชน์อะไรหากไม่ได้แบ่งปัน แสดงออก เผยแพร่มันไปให้ผู้อื่น แต่เขากลับกระเหี้ยนกระหือรือที่จะปกปิดทุกอย่างเป็นความลับ

จงรักภักดี คริมสันส่ายหน้า แค่กับเธอคนเดียวก็เกินพอ

“ผมเชื่อในตัวแกรนท์ เชื่อในสิ่งที่เขาทุ่มเท พยายาม” แอชเชอร์สูดหายใจลึก ยกมือขึ้นลูบหัวคริมสัน ด้วยความเคยชินมากกว่าความประหม่า “ถ้ามีใครสมควรจะถือทรานซิสเตอร์ มันก็เป็นเขา”

“ผมเชี่ยวชาญมากกว่าเขา เมื่อมาถึงเรื่องทรานซิสเตอร์” มันไม่ใช่การอวดอ้าง หรือเปรียบเทียบว่าตนเองดีกว่า รอยซ์แค่อธิบายถึงข้อเท็จจริงเท่านั้น “ผมเคยเห็นว่าข้างในนั้นเป็นยังไง ผมค้นพบโพรเซส.. หรือโพรเซสค้นพบผม ไม่ว่าจะอย่างไร ผมควบคุมมันได้ ผมศึกษามัน”

“ผมรู้” แอชเชอร์ไม่เถียง “แต่ผมไม่อยากเป็นคนลงดาบ รวบรวม.. ร่องรอยผู้คน”

รอยซ์เงียบ พูดไม่ออกไปชั่วหนึ่ง

“ซีบิลทำได้ เธอกล้ามากพอ ผมขี้ขลาดเองกระมัง แต่เธอเป็นหูเป็นตาให้เรา เราต้องการให้เธอเป็นเส้นสาย เธอช่วยแกรนท์ในด้านอื่น ทำการนัดเจอ ล่อเป้าหมายออกมา”

“ผมเสียใจด้วยเรื่องเทนนีแกน”

แอชเชอร์เมินเขา “–นั่นทำให้เหลือคุณ กับแกรนท์ และคุณให้ทรานซิสเตอร์กับแกรนท์”

“ผมให้เขายืม

“เราก็รู้กันอยู่ว่านั่นหมายความว่ายังไง”

“คุณไว้ใจเขา” รอยซ์กระพริบตา “มาก”

“แล้วคุณล่ะ?”

คราวนี้เขาไม่เว้นช่องว่าง นึกหาคำพูด “แน่นอน”

ทั้งคู่เขย่ามือกัน บอกราตรีสวัสดิ์ แล้วบทสนทนาก็จบลงแค่นั้น ปิดประตูตามหลัง แอชเชอร์ยักไหล่ไล่คริมสัน เธอม้วนตัวกระโดดทิ้งตัวลงพื้นอย่างสวยงาม แต่คิดแผนล้างแค้นเขาทีหลัง

ปกติ เธอคงอ่านแอชเชอร์ได้ง่าย ๆ แต่ในคืนนี้มีอะไรแตกต่างออกไปจากเดิม ท่าทางของเขาตึงเครียดขึ้น สีหน้านิ่งสนิทภายใต้แสงจันทร์ เขาชงชาให้ตนเองดื่ม แล้วกลับเข้านอน แกล้งทำเป็นไม่เห็นทรานซิสเตอร์ที่วางอิงอยู่ข้างหัวเตียง แสงของมันเปล่งเป็นสีแดง–ฟ้าใต้ความมืด คริมสันนั่งมองมัน วิเคราะห์

มันน่าเกลียด ถ้าถามเธอนะ ดาบ? ไม่ว่าจะอะไรก็ตามมันใหญ่โตเทอะทะ แสงสีแดงเปล่งนั่นชวนให้ตะครุบเสียเหลือเกิน ด้ามจับเบ้อเร่อ ลวดลายประหลาดสลักอยู่ข้างบน เธอกำลังจะหันหลังหนี หาที่นอนอุ่น ๆ (เหนือหัวแอชเชอร์เป็นความคิดที่ดี) แต่ดันมีเสียงดังออกมาจากดาบนั่น ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว

“นั่นมัน– คริมสัน?”

เวฟ เทนนีแกน

เธอชอบเขามาก นักประกาศข่าวจากโอวีซี เพื่อนร่วมงาน–และ–มากกว่านั้น ของแอชเชอร์ เขามีอารมณ์ขั้นชั้นเลิศ อัธยาศัยดี และเขาก็ดีต่อแอชเชอร์ ทั้งสองดีต่อกันและกัน และนั่นแปลว่าทั้งคู่ไปกันไม่รอด ด้วยเหตุผลงี่เง่าสักอย่างที่สรุปได้สั้น ๆ ว่า แอชเชอร์ไม่รู้จักว่าอะไรดีต่อตัวเอง

เธอตอบกลับเขาไม่ได้ ตอบไปเขาก็คงไม่เข้าใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสียงที่ตนเองได้ยินอยู่ตอนนี้มันอะไรกันแน่ เทนนีแกนพูดต่อ พึมพำว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขา พวกคาเมราต้ากำลังทำบ้าอะไรอยู่ แอชเชอร์กำลังทำอะไรอยู่ คริมสันเองก็อยากรู้เหมือนกัน เธอไม่คิดว่านี่จะเป็นเสียงปลอม มันฟังดูเหมือนเขาเกินไป

นี่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ภาพของแกรนท์ นั่งตรงท้ายเตียง ทรานซิสเตอร์วางบนตัก หรือแกรนท์ ยืนตรงระเบียง ใช้มือควบคุมมันกลางอากาศด้วยพลังจิต ดวงตาจดจ่อไปที่มันแบบที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน แม้กระทั่งตอนที่จ้องมองแอชเชอร์.. ทุกอย่างนั่นเปลี่ยนไปหมด ไม่มีอะไรเลยเปลี่ยนไปกับผีสิ

คริมสันตัดสินใจนอนทับหน้าแกรนท์คืนนั้น และนั่นยังน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ แต่จนกว่าเธอจะยึดครองเมืองคลาวด์แบงค์ได้ด้วยกองทัพแมวจร คงจะต้องใช้วิธีนี้ไปก่อน




บางอย่างล้มเหลว มีใครบางคนทำพลาด มีความผิดถูกก่อ คริมสันไม่รู้ว่าอะไร เธอไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุคืนนั้น แต่เธอรู้ดีว่าสักจุดใดจุดหนึ่ง ทุกอย่างจะต้องพังทลายลง เธอยังคงไม่เข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่าง และบางทีนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้แอชเชอร์รับเธอมาเลี้ยง ทั้งสองต่างก็ไม่มีคำตอบให้กับทุกสิ่ง แต่พวกเขาพยายาม และนั่นควรจะดีพอ ควรจะสำคัญพอ แต่คริมสันรู้ดีเกินไป อย่างน้อยก็รู้ดีกว่าแอชเชอร์

เธอเฝ้ามองคู่รักจากข้างบน ก้มลงดูทุกอย่างในห้อง โต๊ะทำงาน เต็มไปด้วยแผนการในลายมือไก่เขี่ยที่เธออ่านไม่ออก กระดานดำ มีแบบร่างของเจ้าดาบทรานซิสเตอร์ หลอดทดลอง เต็มไปด้วยพวก.. ตัวประหลาดที่กำลังบุกรุกรานเมือง เมื่อมองออกไปข้างนอก คริมสันเห็นแต่สีขาวโพลน ตึกทั้งหลายหายไป ไม่มีอีกต่อไป ความสวยงามและแสงสี มีแต่สี่เหลี่ยมสีขาว ไม่มีเอกลักษณ์ ไม่มีคลาวด์แบงค์

เธอไม่อยากครองเมืองสีจืดชืดแบบนี้

“ใช่คุณจริง ๆ ด้วย มาถึงนี่แต่ผมไม่ทันได้โอกาสแนะนำตัว ผมแอชเชอร์ แต่คุณคงมาหาแกรนท์.. ดี ผมคงจะให้คุณขึ้นมา แต่เรา.. ขังตัวเองไว้ในนี้ ไม่ให้พวกมันเข้ามา.. ผมต้องไปก่อน แกรนท์ต้องการผม”

แกรนท์เดินวนไปวนมาในห้อง ทรานซิสเตอร์– ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ไอ้นั่น.. มันหายไป คริมสันมองหามันไม่เจอ และดูก็รู้ว่าแกรนท์ไม่พอใจอย่างยิ่ง เขายกมือกุมขมับ ผมที่ปกติจะมัดรวบหลุดลุ่ยประบ่า เขาไม่ได้ผลักแอชเชอร์ออกตอนที่เขาเอื้อมไปจับต้นแขน พยายามพูดปลอบใจ แต่แกรนท์ก็ไม่รู้สึกดีขึ้นด้วยเช่นกัน ยังคงเคร่งเครียด ยังคงถูกหลอกหลอนด้วยความผิดที่เขากระทำลงไป

“ซีบิล เธอ… เราทิ้งเธอไว้…”

“มันสายเกินไปแล้ว” แอชเชอร์ส่ายหน้า “เธอ.. เราทำอะไรไม่ได้แล้ว”

แกรนท์หัวเราะฝืด ๆ “ฉันก็สังเกตเห็นอยู่เหมือนกัน”

ทั้งคู่ยืนอยู่อย่างนั้น จับมือกัน ไม่มีใครกล้าที่จะพูดอะไรก่อน ความเงียบที่ปกคลุมในห้องร้ายแรงพอที่จะฆ่าคนได้ และบางทีนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ทั้งสองต้องการ คริมสันรู้สึกเหมือนตนเองกำลังเป็นสักขีนพยานของโศกนาฏกรรมอันเลวร้าย ซึ่งก็เป็นคำบรรยายที่เหมาะสมอยู่

ข้างนอก เธอได้ยินเสียงพวกมันพยายามพังประตู โลหะประทะกับโลหะ

“นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ” แกรนท์พูดขึ้นในที่สุด “สำหรับคลาวด์แบงค์ สำหรับเธอ ฉันไม่ได้..ตั้งใจ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราจินตนาการไว้ ที่เราวางแผน” คำสารภาพบาป? คำแก้ตัว?

ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร แอชเชอร์ไม่ต้องการ “ผมรู้ คุณไม่ต้องอธิบายให้ผมฟัง”

“แอชเชอร์–”

“ผมเชื่อคุณ”

แกรนท์จูบเขา มันเป็นการจูบที่ห้วน สั้น และเหมือนคำสั่งเสีย

“เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรเลยเปลี่ยนไป นั่นคือคติของเราคาเมราต้า ภารกิจของเรา เรารักเมืองของเราในแบบที่มันเป็น เราไม่ต้องการให้มันหายไปเพียงเพราะว่ามีคนไม่ชอบสีท้องฟ้า ทุกอย่างที่เราทำลงไป ทุกอย่างที่เรากำลังทำ ทั้งหมดนี้เพื่อเมืองคลาวด์แบงค์ โพรเซส.. เจ้าพวกนั่น มันไม่เชื่อฟังเราอีกต่อไป เราคิดว่าจะหยุดมันได้ต่อให้ไม่มีทรานซิสเตอร์ แต่อย่างที่คุณเห็น มันเป็นไปได้ไม่สวยเท่าไหร่นัก แต่คุณคงไม่คืนมันให้เรา ใช่ไหม? หลังจากทุกอย่างที่เราทำ มันไม่ใช่ความบาดหมางส่วนตัว รู้รึเปล่า? คุณมีค่า ถูกเลือกมากับมือ พิเศษ แต่เป็นแค่หนึ่งในหลายต่อหลายคน เราแค่ต้องการมุมมองของคุณ เพื่อให้สิ่งที่ประชาชนไม่รู้ว่าพวกเขาต้องการ นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ นั่นคือสิ่งที่แกรนท์พยายามทำให้สำเร็จ
ทั้งหมดที่เหลือ.. เป็นแค่อุบัติเหตุ”

มันไม่มีอะไรที่คริมสันทำได้ มันไม่ใช่จังหวะที่เหมาะต่อการออเซาะ มันคงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น แผนยึดครองคลาวด์แบงค์ของเธอกำลังล้มเหลว และ.. แอชเชอร์ก็ไม่โอเค แกรนท์ไม่โอเค เธอรู้มาก่อน แน่นอนอยู่แล้ว แต่มันกลับรู้สึกไม่เหมาะสมที่จะพูดว่า “บอกแล้วไงล่ะ” เธอถูกเสมอ เธอแค่อยากผิดบ้างสักครั้ง ครั้งนี้

เขามีความสุข ชั่วขณะหนึ่ง นั่นสำคัญ เธอขอถอนคำพูด

แต่มันก็ยังไม่พออยู่ดี

“ฉันรักเธอ เธอรู้ใช่ไหม?” แกรนท์ถาม สองมือประคองใบหน้าแอชเชอร์ไว้

ถ้าทั้งสองกำลังน้ำตาคลอเบ้า คริมสันก็มองไม่เห็น อยู่สูงเกินไป ห่างเกินกว่าที่จะมองเห็นรอยบิดเบี้ยวบนสีหน้าหรือรอยร้าวบนจิตใจใคร จนถึงตอนนี้ เธอก็ยังไม่เข้าใจมนุษย์อยู่ดี

“ผมรู้ ผมเองก็รักคุณ”

แกรนท์หัวเราะ และคราวนี้ มันไม่ฟังดูฝืนหรือฝืดเคือง

“ฉันขอโทษ”

“คุณไม่จำเป็นต้อง–”

“ไม่ ฉันขอโทษ เพราะฉันทนต่อไม่ไหวแล้ว เรา.. เราทำอะไรไม่ได้ เราต้องการให้เมืองนี้ดีขึ้น และเราล้มเหลว สิ่งเดียวที่เราทำได้คือตาย เราหยุดโพรเซสไม่ได้ เราไม่มีทรานซิสเตอร์ มันจบแล้ว”

แอชเชอร์คงรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า เพราะเสียงของเขาเปลี่ยนไป แตกไปหมดต่างจากที่ปกติจะราบเรียบ ไร้อารมณ์– ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความรู้สึกจนท่วมท้นทะลักทะลาย

“อย่าพูดอย่างนั้น เรายังมีเวลา เราจะหาทาง”

แกรนท์ส่ายหน้า ยังคงยิ้มอยู่ “โกหก? ไม่สมกับเป็นเธอเลย”

“เรายัง.. รอยซ์! เขาต้องรู้วิธี!”

“ฉันเห็นซีบิลถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา แอชเชอร์” นั่นมากพอที่จะทำให้คนรักของเขาเงียบกริบ ไม่กล้าจะพูดอะไรต่อ “เราต้องทิ้งเธอไว้บนเวทีนั่น ทรานซิสเตอร์หลุดจากการควบคุมของฉัน มันประมวลผลข้อมูลรวนไปหมดจนลัดวงจร.. พวกมัน.. บดขยี้เธอ ฉีกความเป็นมนุษย์ไปจากร่าง เปลี่ยนเธอเป็นพวกเดียวกับมัน”

“.. เธอไม่สมควรเจอกับอะไรแบบนั้น” แอชเชอร์กระซิบ

“ฉันไม่อยากตายแบบนั้น” แกรนท์พูด และครั้งแรก เขาฟังดูหวาดกลัวเหลือเกิน “ฉันจะไม่ตายแบบนั้น ฉันจะไม่กลายเป็นพวกเดียวกับมัน ไม่มีทาง” แสงสะท้อนแสดงให้เห็นถึงหลอดแก้วในมือแกรนท์ ของเหลวสีสดที่คริมสันมองไม่เห็นในตอนแรก เขาดันฝาขวดออก ยกมันขึ้นให้แอชเชอร์เห็น

“แกรนท์! ไม่!”

เขายังไม่ดื่มมัน “ฉันไม่อยากให้เธอต้องประสบชะตาเดียวกันกับซีบิล”

“แกรนท์ ที่รัก ได้โปรด อย่า อย่าทิ้งผมไป”

“ฉันอยาก.. ให้เธอปลอดภัย” แกรนท์ยิ้ม “ฉันอยากให้เธอมีความสุข แค่นั้นจริง ๆ ”

“แกรนท์.. คุยด้วย ไม่ได้ เขา..ไม่สบาย ฟังนะ ผมทำทุกอย่างเท่าที่ผมทำได้ เพื่อเขา
ผมรู้ว่ามันยังมีเวลา แต่ความเป็นจริงคือ.. ตั้งแต่ที่คุณพรากทรานซิสเตอร์ไปจากเขา
เขาก็ไม่เป็นคนเดิมอีก เมื่อคุณเห็นเขา ผมคิดว่าคุณคงจะเข้าใจ”

มันยากที่จะมอง

ยาพิษออกฤทธิ์เร็วกว่าที่คริมสันคิด แอชเชอร์เตือนเขาเสมอ อย่ากินอะไรมั่วซั่ว โดนวางยาเข้าจะทำยังไง เขาพูดแบบนั้นเสมอจนมันกลายเป็นเรื่องสามัญธรรมดา จนคริมสันลืมไปถึงความอันตรายของมัน ร้ายกาจถึงชีวิต แอชเชอร์ร้องห้าม พยายามยกเหตุผลขึ้นมา แต่เมื่อนั่นล้มเหลว เขาก็เปลี่ยนมาเป็นขอร้อง แต่แกรนท์ยึดมั่นในการตัดสินใจของเขา และชั่วพริบตา คริมสันก็เห็นเขาล้มลง เห็นแอชเชอร์ร้องไห้

“ผมอยู่.. รอเจอคุณไม่ได้ แกรนท์ เขารอต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ทำไมเขาถึงทิ้งผมไป? ผมยอมใช้ทั้งชีวิตในทรานซิสเตอร์เสียยังจะดีกว่า แต่เขาไม่ยอมเห็นเหตุผล หรือไม่ก็ เขาตัดสินใจว่าเขาเห็นเกินพอแล้ว เรารู้ถึงความเสี่ยงของเป้าหมายที่เราต้องการ และเรารู้ว่าถ้าหากเราล้มเหลว เราจะล้มไปด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียว”

เห็นแอชเชอร์เอื้อมไปหยิบหลอดแก้ว

“เจอกันในชนบท – แอชเชอร์”

คริมสันยังคงอยู่ที่เดิม นานราวชั่วนิรันดร์จนกระทั่งสาวผมแดงกับดาบในมือเดินเข้ามา ทรานซิสเตอร์ เธอได้ยินเสียงเลือนลางของเทนนีแกน เมื่อเห็นศพของแอชเชอร์ นอนกองกับพื้นไม่ห่างไปจากแกรนท์ เธอไม่รู้ว่าสาวผมแดงนั่น.. เร้ด.. จะทำอะไรต่อ เธอไม่รู้ว่าตนเองจะทำอะไรต่อ การยึดครองโลกคงต้องรอก่อน

เร้ดชูทรานซิสเตอร์ขึ้น เหนือศพทั้งสอง ชิ้นส่วนของแอชเชอร์ปรากฏขึ้นกลางอากาศ เช่นเดียวกับแกรนท์ ร่องรอย คริมสันจำได้อย่างเลือนลางจากรอยซ์ ลูกบาศก์สีฟ้าที่รวบรวมเศษเสี้ยวพลังและความพิเศษของบุคคล.. ทรานซิสเตอร์ส่องแสง สว่างจ้าจนแสบตา รวบรวมทุกชิ้นส่วนไปไว้ข้างในดาบ

อย่างน้อย คริมสันคิด รู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด พวกเขาก็จะได้อยู่ด้วยกัน

นั่นเพียงพอแล้ว

FIN.





ถ้าสังเกตในแมป จะเห็นแมวของแอชเชอร์แอบมองอยู่ล่ะ

ซึ่ง.. เราพบว่ามันน่าเศร้ามาก

หาเจอไหม?

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s