[FIC] Gnossienne

Title: Gnossienne
Fandom: MapleStory
Pairings: Gabrielle/Wonny, PLATONIC Wonny/Original Character
Rating: T?? ไม่น่ามีอะไรไม่เหมาะสมต่อเยาวชน
Warnings: เช่นเคย สปอล์ยเนื้อเรื่องของตัวละครเรซิสแตนซ์เล็กน้อย แต่ Canon Divergence เปลี่ยนจากแคนน่อนเล็กน้อยด้วยการเปลี่ยนเนื้อเรื่องตามเนื้อเรื่องออริเรา
Notes: เราชอบเขียนถึงแจสเปอร์ แม่งช่าง Bitter เหลือเกิน
+ เราชอบเอาตัวประกอบ (NPC ในเกม) มาเขียนขยายตัวละคร

Gnossienne
noun.
a moment of awareness that someone you’ve known for years still has a private and mysterious inner life, and somewhere in the hallways of their personality is a door locked from the inside, a stairway leading to a wing of the house that you’ve never fully explored—an unfinished attic that will remain maddeningly unknowable to you, because ultimately neither of you has a map, or a master key, or any way of knowing exactly where you stand.




แจสเปอร์คงจะถ่มน้ำลายลงพื้น (มันดูถูกเหยียดหยามที่สุดแล้ว) ถ้าไม่ติดว่าคนกวาดถนนคือไบรจ์ตัน นักรบเวทและหนึ่งในหัวหน้าเรซิสแตนซ์ อีกอย่าง เขาก็ไม่อยากจะทำให้ถนนบ้านเกิดที่รักต้องสกปรกเพียงเพื่อจะระบายความรังเกียจ เดิมทีก็มีพวกรกโลก หนักถนนเมือง น่ารังเกียจเต็มเอเดลสไตน์อยู่แล้ว และตอนนี้ก็มีเพิ่มอีกหนึ่ง ใบหน้าอันแสนคุ้นเคย ชื่อที่เขารู้จัก คนที่เขาเคยคิดว่าตนเองรู้จัก

แจสเปอร์เปลี่ยนเป็นชักสีหน้ารังเกียจ จ้องคนตรงหน้าด้วยความจงเกลียดจงชังแทน มันไม่ยากเลย ไม่ต้องใช้ความพยายามเสียด้วยซ้ำ แค่ได้เห็นวอนนี่ในสภาพนี้ ทั้งร่างของเขาก็เอ่อล้นไปด้วยความขยะแขยง

แจสเปอร์ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเสียงของเขาจะขมขื่นถึงเพียงนั้น จนกระทั่งได้พูดออกไป

“นายนี่มันน่าผิดหวังกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก”

ต้องชื่นชมเขานะ เพราะว่าวอนนี่ไม่แสดงปฏิกิริยาตอบกลับเลยแม้แต่นิด ไม่ว่าจะขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ฟันกรามขบแน่นด้วยความโกรธ หรือไหล่ห่อลงด้วยความอับอาย กลับกัน วอนนี่สบตากับแจสเปอร์อย่างกล้าหาญ ไม่หันหน้าหนีไปไหน เปิดเผยทุกสิ่งแต่ในขณะเดียวกันก็ปิดบังทุกสิ่งอยู่ใต้ชุดคลุมสีดำ หมวกปะตราสัญลักษณ์ขององค์กรแบล็กวิง และเรือนผมที่ตกลงมาประใบหน้าไร้ความสนใจใด ๆ ต่อทั้งโลก ราวกับว่าเขามีสิทธิ์ที่จะแสดงความรู้สึกอื่นนอกจากโกรธในตอนที่ชาวเมืองถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ทุกเมื่อเชื้อวัน

แต่เขาคงไม่สนใจเรื่องพวกนั้นอยู่แล้ว ใช่ไหม? ถ้าไม่งั้นเขาจะเข้าร่วมกับศัตรูได้ยังไงลงคอ?

ไอ้คนทรยศ

“ฉันคงไม่ก่อความวุ่นวายในที่แจ้ง ถ้าฉันเป็นนาย” วอนนี่พูดขึ้นในที่สุด เสียงของเขาทุ้มและแหบพร่าเสียจนแจสเปอร์เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ มันต่างจากเสียงในความทรงจำที่เขาจำได้ ของเด็กชายก่อนวัยแรกรุ่นผู้มีเสียงแหลมสูงจนน่ารำคาญ นั่น คือเสียงของเด็กที่ยังอ่อนต่อโลกนัก ส่วนนี่ คือเสียงของชายที่เห็นในสิ่งที่หลายต่อหลายคนจินตนาการไม่ถึง มันแบกรับน้ำหนักของประสบการณ์เหล่านั้นเอาไว้ แจสเปอร์สงสัยจริงว่าเสียงของเขาเป็นอย่างนั้นรึเปล่า เขาเดาว่าไม่ เพราะต่อให้เขาจะเห็นอะไรมามากมาย เขาก็ไม่เคยต้องแบกรับความรู้สึกผิดเพราะว่าตนเองกำลังช่วยเหลือศัตรูให้ทำลายเมืองบ้านเกิดตนเอง

กล้าดียังไง?

แจสเปอร์รู้ตัวดีว่าเขากำลังสั่นไปทั่วร่าง รู้ว่าตัวเองกำลังกัดฟันกรอดจนกรามเริ่มรู้สึกเจ็บ และเขารู้ดียิ่งกว่าใครว่าตนเองกำลังตกอยู่ภายใต้การเฝ้ามองของเหล่าแบล็กวิง ชาวเมืองเอเดลสไตน์ทุกคนถูกจับตามองเสมอ ไม่ให้มีการกระทำอันน่าสงสัยเล็ดรอดสายตาพวกมันไปสักครั้ง เขารู้ว่ากล้องวงจรปิดถูกซ่อนอยู่ตรงไหน เขาคงหันไปทำลายมันทิ้งเสียตอนนี้ถ้าเขาทำได้ แต่อย่างที่วอนนี่ว่า ทั้งคู่กำลังอยู่ในที่แจ้ง ชาวเมืองเดินผ่านไปมาซ้ายขวา หลายคนเริ่มหยุดชะงักเพราะแจสเปอร์กำลังยืนขวางทางขึ้นสะพาน เผชิญหน้าอยู่กับวอนนี่

เจ้าหน้าที่แบล็กวิง

เขาหันหน้าไปมองทางอื่น แค่ชั่วขณะ ชาวเมืองหลายคนเลือกที่จะเมินสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น อย่างที่พ่อของแจสเปอร์เคยพูดไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม อย่าเอาตัวเข้าไปยุ่ง ถ้าพวกแบล็กวิงรู้ว่าแกมีส่วนร่วม พวกมันจะกำจัดแกทิ้ง แต่บางคนก็หยุดเดิน เฝ้ามองทั้งสองด้วยอารมณ์ที่ปะปนกันไป อูลริก้าอยู่บนขั้นบันไดห่างไปไม่ไกลนัก ในฐานะเด็ก เธอสามารถแสดงความอยากรู้อยากเห็นออกหน้าออกตาได้โดยไม่ต้องกลัวถูกเรียกไปสืบสวนถึงเลศนัย ด้านล่าง ข้างหลังเขา ซาล พ่อค้าผู้แอบส่งเสบียงให้กองกำลังอย่างลับ ๆ กำลังส่งสายตามาเตือนเขา ไม่เอาน่า ไอ้หนู แจสเปอร์ได้ยินเสียงเขาเลย มันไม่คุ้มหรอก

 

มันไม่คุ้มหรอก แจสเปอร์เป็นหนึ่งในกองกำลังเรซิสแตนซ์ และนั่นหมายความว่าเขาต้องปกปิดความลับเหนือสิ่งอื่นใด อย่าเรียกร้องความสนใจให้พวกแบล็กวิงมาสืบสวน ไม่ครับ ผมเป็นแค่ชาวเมืองธรรมดา ๆ ไม่ครับ ผมไม่คิดเลยที่จะต่อต้านกฎหมาย ไม่ครับ ผมไม่รู้เลยสักนิดว่ามีองค์กรลับกำลังดูดทรัพยากรเมืองของเรา จับตามองดูเราทุกฝีเก้า และลักพาตัวเด็กในเมืองเราไปทดลอง การจะรักษาความลับเหล่านั้นมีหลายวิธี แต่การหาเรื่องเจ้าหน้าที่วอนนี่ต่อหน้าต่อตากล้องไม่ใช่วิธีหนึ่งในนั้น

เขาจึงถอยหนี หันหลังไม่ให้กล้องอ่านริมฝีปากของเขาได้ และลดน้ำเสียงของตนเองลงจนกระซิบ

“ฉันหวังว่านายจะภูมิใจในตนเองนะ”

เพราะถ้าเขาไม่ภูมิใจ เขาก็คงไม่ถือตราแบล็กวิงต่อหน้าต่อตาชาวเมืองทุกคนที่เคยรู้จักเขาแบบนี้

วอนนี่ไม่ตอบ ไม่น่าแปลกใจเลยสำหรับคนขี้ขลาดอย่างเขา




ทั้งคู่ไม่เคยเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน แค่ เพื่อน และเขาใช้คำนั้นเพราะมันรื่นหูกว่า คนสองคนที่สนิทกันมากกว่าที่จะเป็นคนรู้จักแต่ห่างเหินเกินกว่าที่จะเป็นเพื่อน จริงอยู่ พวกเขาเคยใกล้ชิดกันมากในตอนเด็ก แต่มันเป็นเพราะสมัยนั้นแจสเปอร์ไม่มีเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันไปมากนักนอกจากวอนนี่ ทั้งคู่จึงต้องเป็นเพื่อนกันโดยไม่มีทางเลือก ถูกสถานการณ์บังคับให้เป็นเช่นนั้น

มันมีความทรงจำที่น่าระลึกถึงอยู่ แต่มันอยู่ในอดีตและไม่สำคัญอีกต่อไป คืนวันที่ทั้งคู่ใช้เวลาร่วมกันเพราะว่า พวกผู้ใหญ่น่ะน่าเบื่อและไม่ยอมบอกอะไรเราเลยสักอย่าง พ่อแม่ของแจสเปอร์รักเขา แต่เพราะรัก พวกท่านจึงปฏิบัติกับแจสเปอร์ราวกับว่าเขาโง่ ราวกับว่าเด็กไม่สังเกตเห็นถึงชายหญิงชุดดำที่ย่างก้าวเข้ามาในเมือง แม่ที่นั่งนับเศษเหรียญบนพื้นห้องครัวขณะร้องไห้ หรือพ่อที่พยายามกล้าหาญด้วยการปิดประตู ปิดหน้าต่าง ขึ้นไปชั้นบนซะ แจสเปอร์ อย่าออกมาจากห้องจนกว่าพ่อจะเรียก เข้าใจไหม?

 

ตอนยังเด็ก พวกเขาอยากรู้อยากเห็นมากพอที่จะตั้งคำถาม แต่ไม่กล้าหาญมากพอที่จะออกไปหาคำตอบด้วยตนเอง แจสเปอร์จะถามวอนนี่ว่าเขาคิดอะไรอยู่ นายรู้ไหมว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น? ส่วนวอนนี่ก็จะสูญเสียความสนอกสนใจไปอย่างรวดเร็วและไปใช้เวลากับอย่างอื่นแทน บอกแจสเปอร์ว่า ช่างมันเหอะ และ ฉันไม่สนอ่ะ ตั้งแต่เด็ก เขาเป็นคนอย่างนั้นเสมอ พูดอะไรตรง ๆ ห้วน ๆ จนขวานผ่าซาก ความไม่สนอกสนใจอะไรเลยของเขาทำให้วอนนี่ถูกเข้าใจผิดบ่อย ๆ แต่แจสเปอร์ไม่เคยถือสาเรื่องนั้น เพราะ.. พวกเขาเป็นเด็ก และปัญหาการเมืองฟังดูไกลตัว น่าเบื่อเสียยิงกระไร คำว่าเด็กมันใช้เป็นข้ออ้างได้สำหรับทุกอย่าง

จากนั้นพวกเขาก็ได้รู้จักแกเบรียล เธอเป็นลูกสาวของอัลเบิร์ต ประธานสภาเทศบาล เธอเป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารักตั้งแต่ยังเด็ก ผมสีทองอ่อนนุ่มเหมือนผ้าไหม ดวงตาสีน้ำตาล– เฉดสีที่มักจะน่าเบื่อ หากนำไปประดับใบหน้าคนอื่น– แต่กลับวิเศษสุดเมื่อเธอใช้มันหันมามองทางวอนนี่ เพราะเธอไม่เหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไป วอนนี่พูดอย่างนั้นเสมอ เพราะเขายังเด็ก และต้องยกเธอขึ้นบนหิ้งทันที่เมื่อมีโอกาส

ในโลกที่ง่ายดายกว่านี้ ทั้งสามคนคงเลิกสนิทกันเพราะชอบผู้หญิงคนเดียวกัน หรือเพราะแจสเปอร์น้อยใจที่เพื่อนใช้เวลากับคนอื่นมากกว่าเขา แต่เพราะว่าโลกนี้มันโหดร้ายและทารุณ ทั้งสามคนจึงพรากจากกันด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนกว่านั้น พูดสั้น ๆ ทุกอย่าง.. แย่ลง ทุกคนโตขึ้น โตเกินกว่าที่จะเมินเฉยปัญหาภายในเมือง ไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มแทรกแซงขึ้นมา แบล็กวิงยกกำลังพลเข้าโจมตีเมือง ยึดครองเอเดลสไตน์เอาไว้ใต้การปกครองได้สำเร็จ ภาษีเพิ่มขึ้น อิสระลดลง แค่การแสดงความคิดเห็นก็ถูกมองว่าเป็นการก่อกบฏ ไม่เคารพกฎหมาย เหมือง ทรัพยากรหลักของเมืองถูกแย่งชิง ทรัพยากรเริ่มร่อยหรอ…

แจสเปอร์ขมขื่นกับทุกสิ่ง ปิดบังตนเองจากโลกภายนอก ดันทุรังที่จะอยู่ในเมืองนี้ แต่ไม่คิดจะลุกขึ้นสู้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยสักอย่าง เพราะเขาไม่เชื่อมั่นว่าตนเองจะทำอะไรได้ ไม่คิดว่าตนเองสำคัญมากพอที่จะสร้างความแตกต่าง ความดื้อด้านและความเขลาทำให้เขาเหินห่างจากวอนนี่ ส่วนวอนนี่.. เขาได้ตกหลุมรักกับแกเบรียลแต่แรกเริ่ม และเธอก็รักเขาตอบ มันเป็นช่วงเวลาหอมหวานอันแสนสั้นก่อนที่จะ–

เธอถูกลักพาตัวไป

เราบอกพวกเด็ก ๆ ว่าเธอไปพักร้อนต่างทวีป แต่พวกเขาไม่ได้โง่ แค่ใสซื่อเท่านั้น

วอนนี่เศร้าเหลือเกิน เขาใช้ชีวิตเหมือนคนที่ตายไปแล้ว ถูกแย่งชิงอีกเศษเสี้ยวหนึ่งของตนเองไป ใจสลาย แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้าง ให้ตายเหอะ เหตุผลอะไรก็ไม่ใช่ข้ออ้างทั้งนั้น มันไม่ใช่ข้ออ้าง

มันไม่ใช่ข้ออ้าง




ไบรจ์ตันเดินเข้ามาหาเขา มือถือไม้คทาแทนที่จะเป็นไม้กวาด นอกแหล่งกบดาน ฐานทัพลับเรซิสแตซ์ ต่อหน้าชาวเมืองผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าจริง ๆ แล้วไบรจ์ตันเป็นใคร เขาคงจะต้องพูดกับแจสเปอร์ว่า “ขอโทษครับคุณ ช่วยหลบหน่อย มีกระป๋องน้ำอยู่ตรงเท้าคุณ” แต่ในตอนนี้ เขามองหน้าแจสเปอร์แล้วพูดว่า

“ฉันได้ยินเรื่องนายกับวอนนี่”

มันมีบางอย่างเกี่ยวกับเขาที่ทำให้แจสเปอร์ขนลุกเสียทุกครั้ง อาจจะเพราะความ.. ขัดแย้งกันเองในตัวไบรจ์ตัน ภายนอก เขาอัธยาศัยดี ดูเป็นผู้ชายที่เข้าถึงง่าย เล่นมุกตลกพูดกับคุณอย่างเป็นกันเอง และมีรอยยิ้มเหลือเฟือที่จะแบ่งปันทุกคน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นหนึ่งในหัวหน้าหน่วย ผู้นำกลุ่มกบฏ เขาเป็นนักรบเวทผู้แกร่งกล้า ต่อสู้ระยะประชิดไม่ต้องหลบอยู่หลังโล่ของใคร เมื่อมานาหมด เขาก็ใช้ไม้คฑาตนเองหวดศัตรูจนตายคาที่ ถึงกระนั้น ด้วยพลังมากมายที่เขามี เขาก็ยังผ่อนคลายเสียเหลือเกิน วางตนอย่างเรียบง่าย พูดถึงการรีไซเคิลขยะกับเอาชนะแบล็กวิง พร้อม ๆ กันได้ และทั้งสองอย่างก็จะยังฟังดูสำคัญเทียบเท่ากัน

แจสเปอร์กลืนน้ำลาย “ผมขอโทษครับ ท่าน” เบลจะดุเขาเสมอว่า ไม่จำเป็นต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้! แต่ดูก็รู้ เธอเองก็คาดหวังให้เขาปฏิบัติตัวเช่นนี้ รู้ที่ต่ำที่สูง รู้ว่าใครเป็นผู้นำ ใครเป็นผู้ตาม รู้ว่าเธอเป็นนักล่าผู้ร้ายกาจเพราะเธอเป็นผู้หญิง เธอไม่ใช่ประเภทที่เก่งแล้วโอ้อวด แต่เธอเก่ง และคนรอบข้างจะต้องรับรู้ถึงความสามารถของเธอ ไม่ใช่มองข้าม แจสเปอร์จึงเรียกเธอว่าท่าน และเธอก็จะบอกว่า แค่เบลก็พอ!

แต่ไบรจ์ตันไม่ได้ขัดอะไร คงเคยชินกับทุกคนปฏิบัติกับเขาเช่นนี้

“พวกแบล็กวิงไม่ได้สงสัยอะไร เราไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย” เขาไม่ได้บอกว่าแจสเปอร์ไม่ได้ทำอะไรผิด แค่รับรู้ว่าไม่มีอะไรเสียหายเกิดขึ้น และยอมรับคำขอโทษของเขา

ไม่กล้าที่จะขัด แจสเปอร์ผงกหัว ปล่อยให้เขาพูดต่อ

“ฉันแค่อยากจะคุยเรื่องวอนนี่ ถ้านายไม่ถือสา?”

“โอ้” แจสเปอร์อุทานออกไป เหมือนไอ้งั่ง “แน่– แน่นอนครับท่าน เชิญ”

ทั้งคู่เดินจากศูนย์กลางของแหล่งกบดานเคียงคู่กัน ลงลิฟต์ไปยังชั้นใต้ดิน แจสเปอร์มาเยือนสถานที่แห่งนี้หลายต่อหลายครั้งแล้ว รายงานภารกิจ รับภารกิจ เยี่ยมวีต้า ใช้เวลากับวีต้า ฝึกซ้อม ทดสอบความสามารถ.. ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เขาก็ยังประทับใจกับที่นี่เสมอ มันน่าทึ่งมาก ที่ซ่อนของกองกบฏ หลบอยู่ใต้ดิน ใต้ฝีเท้าของชาวเมืองและแบล็กวิง มันไม่ได้หรูหรา แต่มั่นคง ก่อสร้างด้วยวัสดุแข็งแกร่งที่หาได้แต่ในเอเดลสไตน์เท่านั้น แร่ธาตุของเราไม่เคยเป็นสองรองใคร รวมถึงเทคโนโลยีที่เรามี

ไบรจ์ตันเดินนำแจสเปอร์ ผ่านห้องโถงไฟสลัว ผนังอิฐ พื้นไม้ เพดานที่ถูกปกปิดด้วยท่อและสายไฟที่ทะลุลงมาใต้ดิน ผ่านห้องพยาบาลที่วีต้าพักผ่อนไปยังห้องโถงรวม มันเป็นห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ สำหรับเหล่าเจ้าหน้าที่ ให้แต่ละคนนั่งพักผ่อนหลังภารกิจ พูดคุยกันถึงประสบการณ์ที่พวกเขาพบปะ แบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้รับอนุญาตให้ปริปาก หรือแค่ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ในห้องไม่มีอะไรมาก แค่โต๊ะ โซฟา กระดานเกมหมากรุก ไพ่ ทีวีที่เปิดดูรายการต่าง ๆ ได้ แต่ไม่มีใครดู เพราะมันมีแต่รายการโฆษณาลวงโลกของพวกแบล็กวิง เหล่าเจ้าหน้าที่จึงนั่งดูภาพกล้องวงจรปิดในเมืองเอเดลสไตน์แทน ตรวจตราเหล่าชาวเมืองว่าปลอดภัยกันดีไหม แต่ไม่มีใครมองดูพื้นที่ส่วนตัวของชาวเมือง ไม่เคยตกต่ำเหมือนพวกแบล็กวิง

ทุกคนเงียบกริบเมื่อไบรจ์ตันเดินเข้ามาในห้อง

แจสเปอร์นั่งลงตรงข้ามกับเขาบนเก้าอี้ตรงโต๊ะเล็ก ๆ มุมห้อง ห่างจากกลุ่มเจ้าหน้าที่ ไฟในห้องมาไม่ถึงตรงนี้ ทำเอาทั้งคู่นั่งอยู่ภายใต้ความมืด เขาพบว่านั่นเหมาะกับสถานการณ์นี้ดี

“ฉันได้ยินมาว่านายไม่พอใจที่วอนนี่เข้าร่วมแบล็กวิง” ไบรจ์ตันเข้าเรื่องทันทีเมื่อทิ้งตัวลงนั่ง เขานั่งในท่าแบบที่แจสเปอร์คาดหวังว่าคนเก่งกาจอย่างเขาจะนั่ง โน้มตัวจากพนักพิงเข้าหาผู้พูด สองมือท้าวบนตักสองข้าง สบตากับแจสเปอร์เสมอ “หลายคนมองว่าเขาเป็นคนทรยศ ฉันไม่อยากให้นายเป็นหนึ่งในนั้น”

“เขาเป็นคนทรยศ”

มันอาจจะหยาบคายที่ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วโดยไม่คิด แต่ไบรจ์ตันดูไม่ถือสาเท่าไหร่นัก

“เขาไม่ใช่คนเลวร้าย นายน่าจะรู้เรื่องนั้นดีกว่าทุกคน” ไบรจ์ตันร่ายต่อ น้ำเสียงจริงใจหนักแน่นเสียเหลือเกิน เขาไม่น่าจะเอาความจริงใจเช่นนี้มาเสียเปล่ากับคนเช่นนั้น “เขาเองก็เกลียดแบล็กวิงพอ ๆ กับเราทุกคน เขาแค่ต้องหาทางคอยจับตามองแกเบรียล คอยดูว่าเธอปลอดภัยรึเปล่า”

“ผมรู้ แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้าง” แจสเปอร์ตอบ แต่แม้แต่เขาเองยังสังเกตว่าน้ำเสียงของตนเองอ่อนลงมาก มันยากที่จะเถียงไบรจ์ตัน ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นหรอก (เขาบอกตนเองอย่างนั้น) “เขาทำงานช่วยเหลือศัตรู เพื่อเป้าหมายส่วนตัวของเขาเอง นั่นมันเห็นแก่ตัว ไม่ต่างอะไรกับพวกผู้บัญชาการแบล็กวิงเลยแม้แต่น้อย”

“พวกผู้บัญชาการแบล็กวิงช่วยเหลือแบล็กเมจเพราะต้องการสร้างโลกในแบบของตนเอง” ไบรจ์ตันสวนกลับทันที ไม่สะทกสะท้าน “วอนนี่เข้าข้างแบล็กวิงเพื่อที่จะปกป้องคนรัก

และนั่นมันฟังดูน่าชื่นชมเหลือเกิน ว่าไหม? แจสเปอร์มีคำเถียงมากมาย แห้งตายอยู่ในคอ เขาควรจะเข้าร่วมกับเรา ต่อสู้กับเราเพื่ออิสระของคนรัก แจสเปอร์อยากจะตอบกลับไป แต่เขาเลือกวิธีของคนขี้ขลาด วิธีที่ไม่ต้องลุกขึ้นสู้ แค่หนทางที่อนุญาตให้เขาเข้าใกล้คนรักจากซอกหลืบ แต่ไม่สร้างความแตกต่างอะไรเลย

… เหมือนกับที่แจสเปอร์เคยเป็นในอดีต

“เขาคิดถึงแกเบรียลมาก” ไบรจ์ตันพูดประโยคนั้นในแบบเดียวกับที่คนพูดว่า พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก และน้ำทำให้คนเปียก แน่นอนอยู่แล้วว่าเขาต้องคิดถึงแกเบรียล ทั้งคู่รักกันขนาดนั้น จะมีใครสงสัยไปได้ยังไง? “เขาไปเยี่ยมคฤหาสน์ของเธอเสมอ ราวกับว่าเธอยังอาศัยอยู่ในนั้น”

แจสเปอร์เงียบ ไม่พูดต่อ กำมือแน่น

“ลองไปหาเขาที่นั่น ตอนสองทุ่ม คุยกับเขา”

ไบรจ์ตันพูดแนะนำเหมือนออกคำสั่ง และไม่เปิดช่องว่างให้คำปฏิเสธ




คฤหาสน์(เก่า)ของครอบครัวท่านประธานสภาเทศบาลสวยงามมาก มันยิ่งใหญ่ หรูหรา น่าเสียดายที่อัลเบิร์ตไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านตนเองอีกต่อไป (มันถูกยึดครองเป็นทรัพย์สินของแบล็กวิง) เท่าที่แจสเปอร์รู้ พวกแบล็กวิงไม่คิดจะเปลืองงบประมาณจ้างคนมาดูแลรักษาสภาพคฤหาสน์ แต่ถึงกระนั้น มันก็ไม่ได้ดูทรุดโทรมเสื่อมถอยตามกาลเวลาเลยแม้แต่น้อย ยังคงสวยอย่างที่เขาจำได้

พวกคนรวยส่วนใหญ่ชอบที่ดินส่วนตัว สวนโล่ง ๆ กว้าง ๆ และรั้วใหญ่ยักษ์ กั้นไม่ให้ใครเข้าใกล้ คฤหาสน์ของอัลเบิร์ตไม่ใช่แบบนั้น เขาอาศัยอยู่กลางเมือง ใกล้กับสภา ใกล้ชิดกับประชาชน เขาปล่อยให้ลูกของตนเองมาพบปะกับชาวเมือง อนุญาตให้คนไปเคาะประตูบ้านเขาได้ทุกเมื่อหากมีปัญหา คุณไม่ต้องเดินไปไหนไกลจากท่าเรือบินก็จะเจอคฤหาสน์ ก่อสร้างโดยรูปแบบสถาปัตยกรรมเดียวกับตัวเมือง อิฐขาว หลังคาส้ม–แดง แม้กระทั่งธงสัญลักษณ์เมือง (รูปฟันเฟือง) เล็ก ๆ บนยอดหลังคา หน้าต่างโค้งมน..

แจสเปอร์ก้าวไปข้าง ๆ คฤหาสน์ ผ่านประตูหน้าไปยังซอกหลืบเล็ก ๆ ตรงบริเวณหน้าต่างห้องของแกเบรียล ประดับด้วยกระถางต้นไม้ วอนนี่ยืนอยู่ใต้หน้าต่างของเธอ ราวกับอีกเวอร์ชั่นของโรมิโอกับจูเลียต มันเลี่ยน (และน่าเศร้า) เสียจนแจสเปอร์ไม่รู้จะคิดยังไง เขาจึงยืนอยู่เฉย ๆ รอให้วอนนี่รู้ตัว

วอนนี่สะดุ้งเฮือก หันมาทางเขา ตราแบล็กวิงบนหมวกสะท้อนกับแสงจันทร์

“ฉัน.. แค่มาเฝ้าให้แน่ใจว่าไม่มีโจรย่องเบา”

เขาไม่เคยโกหกเก่งเลยสักครั้ง วิธีการโกหกของเขาคือการไม่พูดเลย ไม่บอกอะไรใคร ซึ่งขัดกับความขวานผ่าซากเป็นธรรมชาติของเขา ทุกครั้งที่เขาโกหก มันก็เลยน่าอึดอัดแบบนี้

ดอกไม้ในกระถางแกเบรียลเหี่ยวเฉาหมดแล้ว

ราวกับการสารภาพ แจสเปอร์กระซิบ “ฉันเองก็คิดถึงเธอเหมือนกัน”

มันไม่ใช่การแข่งขัน มันไม่ใช่การเปรียบเทียบว่า นายแค่รู้จักเธอ ฉันเป็นคนรักของเธอ ฉันคิดถึงเธอมากกว่า วอนนี่จึงไม่ตอบอะไรนอกจากพยักหน้า แจสเปอร์ไม่สนิทกับเธอก็จริง แต่เธอเป็นหนึ่งในสิ่งดี ๆ จากเมืองนี้ เธอเป็นรอยยิ้มและหน้าตาของเอเดลสไตน์ เธอจะช่วยเหลือชาวเมืองเสมอ เคียงคู่กับพ่อของเธอ ตั้งแต่ยังเด็ก เธอจะจูงมือพ่อไปไหนต่อไหน ตอนที่พ่อของเธอประกาศข่าวกับประชาชน หรือรับฟังปัญหาและคำขอจับเข่าคุยอย่างใกล้ชิด เธอคอยสำรวจการทำงานของพ่อเสมอ มันไม่น่าแปลกใจเลยว่าเธอเองก็จะโตขึ้นเป็นประธานสภาเช่นเดียวกับพ่อ เป็นผู้นำที่ดี ยุติธรรม ใจดีและมีเมตตา

แจสเปอร์ก้าวเข้าไปใกล้วอนนี่ เขาไม่รู้สึกถูกสบประมาทด้วยซ้ำตอนที่อีกฝ่ายชะงักเล็กน้อย ก้าวหลบเหมือนเหยื่อจนมุมถูกนักล่าย่างสามขุมเข้าใกล้ แต่เมื่อเห็นว่าแจสเปอร์ไม่มีเจตนาจะทำร้าย เขาก็กลับมายืนที่เดิม ทั้งคู่พิงผนังคฤหาสน์อยู่ใต้กระถางดอกไม้ของแกเบรียล ถูกบดบังจากแสงจันทร์อยู่ใต้เงา ความเงียบระหว่างทั้งคู่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นธรรมชาติ ถ้าไม่นับการเผชิญหน้าเมื่อตอนกลางวัน

“ฉันก็ยังไม่เข้าใจการตัดสินใจของนายอยู่ดี” ผนังอิฐสีขาวเย็นเฉียบอยู่ใต้แผ่นหลัง “ฉันไม่เห็นด้วยกับตัวเลือกของนาย ฉันมองว่านายเป็นคนทรยศ เช่นเดียวกับชาวเมืองคนอื่น ๆ ”

มันคงมีความเป็นไปได้อยู่ ที่เขาจะเข้าใจวอนนี่อย่างลึกซึ้ง จนสามารถให้อภัยเขาได้อย่างไบรจ์ตัน ถ้าเขาสามารถเข้าใจได้ว่าแกเบรียลสำคัญกับเขาถึงขั้นไหน ว่าทำไมการเข้าข้างศัตรูถึงฟังดูดีกว่าการต่อสู้เพื่อเมืองและเพื่อคนรัก แจสเปอร์มองว่ามันเป็นเพราะความขี้ขลาด เพราะการเข้าข้างแบล็กวิงมันง่ายกว่าและเห็นผลเร็วกว่าต่อสู้เคียงข้างเรซิสแตนซ์ แต่บางทีมันอาจจะมีเหตุผลอื่นอีก ศักดิ์ศรีกินไม่ได้ แต่มันไม่ทำให้ใครตายหรอกที่จะรักษาหนังหน้าเอาไว้บ้าง บางทีสิ่งเหล่านั้นอาจจะไม่สำคัญต่อวอนนี่ ไม่สำคัญไปกว่าแกเบรียล มันมีบริบทที่ช่วยให้แจสเปอร์เข้าใจอีกฝ่ายอยู่ แต่เขาหาไม่เจอ พอนึกถึงแล้วก็เห็นแต่ความว่างเปล่า

“ฉันเข้าใจ” วอนนี่ตอบ ยอมรับชะตากรรมของเขา

แจสเปอร์ผละออกจากผนัง หันหลังเดินกลับบ้าน แต่ยังไม่ทันได้ก้าวถึงสาม วอนนี่ก็พูดขึ้นต่อ ทำให้เขาชะงักหยุดยืนฟัง “ฉันแค่ภาวนาว่าเราจะไม่ต้องเผชิญหน้ากันบนสนามรบ”

เขาหันกลับไปมองวอนนี่ และสังเกตเห็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะใต้แสงอาทิตย์หรือแสงจันทร์ กลับกัน ความมืดเหมือนจะช่วยให้ทุกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เงาที่ปกคลุมทั้งร่างของวอนนี่แสดงให้เห็นว่าเขาพยายามหลบซ่อนแค่ไหน ซ่อนใบหน้าไว้ใต้ผม ซ่อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงไว้ในชุดเครื่องแบบสีดำ ซ่อนความเกลียดชังแบล็กวิงเอาไว้ใต้ความรักที่มีต่อแกเบรียล ในตอนกลางวัน สีหน้าของเขาไร้อารมณ์ต่อแจสเปอร์ แต่ในตอนนี้ เขาดู.. เหนื่อย ล้าเสียเหลือเกินจากการแบกรับทุกสิ่งเอาไว้บนสองบ่า รอยย่นบนใบหน้าแสดงให้เห็นเด่นชัด ทั้งคู่ไม่ใช่เด็กอีกต่อไป ไม่ได้สนิทกันเหมือนแต่ก่อน ต่างฝ่ายต่างก็มีเป้าหมายของกันและกัน

แจสเปอร์อ้าปากขึ้น และเขารู้ ก่อนที่จะพูดเสียอีก ว่าประโยคนี้มันโหดร้ายกว่าตอนที่เขาต่อว่าวอนนี่หลายเท่า หยาบคายยิ่งกว่าที่เรียกเขาว่าน่าผิดหวัง หรือกล่าวหาว่าเขาภูมิใจกับการเป็นแบล็กวิง

“พวกเขาจะไม่ส่งนายลงสนามรบหรอก”

นายจะเป็นแค่เจ้าหน้าที่ต้อยต่ำ ได้รับอนุญาตให้เลียลู่กรงแกเบรียลนาน ๆ ครั้ง

 

และบางที นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่นายต้องการ




 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s