Character Study [1]

ตัดจบได้ห้วนมาก เพราะ เราง่วง เราไม่ได้นอนตั้งแต่ หนึ่งทุ่ม เมื่อวาน?

เราควรนอน

ไม่ใช่งานที่ดีเท่าไหร่นัก แค่เป็นการลองเขียนถึงตัวละครของเรา เพื่อที่จะได้ศึกษา + เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวละคร เราเป็นพวกเซ็ตประวัติ/นิสัย ฯลฯ ของตัวละครแต่แรกไม่ได้ ต้องเอามาเขียนบ้าง มันถึงจะมีช่องว่างให้พัฒนาให้เปลี่ยนแปลง ฯลฯ

แตกต่างเล็กน้อยจากฉบับแรกสุดเลยของไซลาสและอลิสเตอร์ที่เราเคยลงในเอ็กทีน?

+ ลูคมีบทด้วย เย่ มีใครจำลูคได้ไหม? เขาเป็นโอซียูนิเวิร์ส/ล็อตเดียวกันกับอลิสเตอร์ล่ะ

หลุยส์ไม่มีบท lmao




 

มีอะไรบางอย่างทำให้อลิสเตอร์รู้สึกว่าเขามาสาย ไม่ใช่แค่ไม่กี่สิบนาที แต่หลายต่อหลายปี หลายต่อหลายศตวรรษ เขาพลาดรับจดหมายจากโชคชะตาว่าตนเองถูกลิขิตให้เผชิญหน้ากับลูคเมื่อนานมาแล้ว ความรู้สึกแปลกประหลาดที่สะกิดเขาบนไหล่และบอกว่า สักวันหนึ่ง ฉันจะต้องฆ่าปีศาจตนนี้เข้าสักวัน

ลูคไม่ต่างจากเดิมเลยแม้แต่น้อย ร่างทรงเดิม ชุดสูทเดิม ทรงผมเดิม และภายในก็ยังคงเป็นของเหลวสีดำเมือกเคลือบฟันและลิ้น ริมฝีปากฉีกออกเป็นรอยยิ้มแสยะ ศีรษะเอียงจนแทบหลุดออกจากบ่า อลิสเตอร์เชื่อว่ามีรอยขาดอยู่บนคอระหงของคนตรงหน้า แต่คอสูงของชุดสูทสีดำปกปิดมันไว้เสียหมด เพราะความอับอาย หรือแค่ต้องการไม่ให้มีของเหลวกระฉอกออกตามรอยแยก? เขาเองก็ไม่รู้

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” ลูคกล่าวทักทาย ยิ้มกว่างยิ่งกว่าเดิม

อลิสเตอร์ตัดเข้าเรื่อง ไม่อยากที่จะเสียเวลากับปีศาจชั้นต่ำ “ฉันต้องการวิญญาณของเขาคืน”

“และฉันก็อยากยึดครองนรก แต่เพราะโลกนี้มันโหดร้าย ไม่มีใครได้ในสิ่งที่ต้องการ”

มันใช้พลังทุกหยดในร่างกายของอลิสเตอร์ที่จะควบคุมตนเอง หยุดยั้งอารมณ์ไม่ให้เขาพุ่งเข้าใส่ลูคแล้วฉีกเจ้าปีศาจออกทีละชิ้นสองชิ้นเหมือนกลีบกุหลาบ “แกกำลังวางแผนบ้าอะไรอยู่?”

“เลือกฝั่ง อินคิวบัส” ลูคดีดนิ้ว “ในสงครามและความรัก ไม่มีใครชนะ ไม่มีใครแพ้”

แหงสิ เขารู้เรื่องนั้นดีกว่าใคร

 




 

 

“แม็ดดีลีน ที่รัก!” อลิสเตอร์อุทาน พยายามเสแสร้งให้ตนเองดูประหลาดใจมาก ๆ กับสิ่งที่เขาได้ยิน กระตุกรอยยิ้มมุมปาก หัวเราะเบา ๆ ยกมือขึ้นปัดคำครหา ซึ่งนั่น.. อาจจะดูเสแสร้งไปหน่อย หลังจากใช้ชีวิตมาไม่รู้กี่หมื่นปี อลิสเตอร์ควรเห็นมาทุกอย่างจนไม่รู้สึกประหลาดใจอีกต่อไปแล้ว แต่ แม็ดดีลีนชอบเรียกเขาว่าดราม่าควีน เพราะงั้น.. จะแสดงกิริยาท่าทางหน่อยก็คงไม่เป็นไร “เธอคิดว่าฉันเป็นคนยังไงกัน หืม?”

แม็ดดีลีนไม่ตลกไปด้วยกับเขา “เด็กสมัยนี้เขาเรียกคนแบบคุณว่ายังไงนะ?”

อลิสเตอร์เดาะลิ้น แกล้งขมวดคิ้วเหมือนคนกำลังใช้ความคิดหนัก “เริศหรู.. มีเสน่ห์..”

“กระแดะ” เธอขัดเขากลางประโยค กำหมัด ทุบมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ รุนแรงจนเกือบจะหักมันเป็นสองท่อนและหนักหน่วงมากพอที่จะส่งทุกอย่างบนโต๊ะให้กระเด็นกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง อ้า.. นั่นเป็นแจกันโปรดของเขาแท้ ๆ เลยนะ เขาได้มันมาจากจีน.. “เอาล่ะ ฟังที่ฉันพูดนะ อลิสเตอร์!”

อลิสเตอร์พบกับ แม็ดดีลีน ลาฟอนเทน ตอนฤดูล่าแม่มด เธอเป็นลูกสาวของนังแม่มดหมื่นปีที่อลิสเตอร์ดันบังเอิญรู้จัก อลิสเตอร์ติดหนี้นังแม่มดนั่นครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการชดใช้ เขาจึงรับลูกสาวเธอมาเลี้ยง แค่ในช่วงแรก ๆ น่ะนะ ให้เธอปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่และความเป็นอมตะ คือ เรื่องมันเป็นแบบนี้ เมื่อคุณเผาแม่มดทิ้ง พลังของหล่อนจะสืบทอดต่อสู่ผู้หญิงคนถัดไปในสายเลือดทันที และนั่น ก็คือแม็ดดีลีน

ในฐานะปีศาจอินคิวบัส อลิสเตอร์มีชีวิตมานานหลายศตวรรษ เขาไม่เคยเป็นเด็ก ไม่เคยมีความอ่อนต่อโลกหรือความบริสุทธิ์ใด ๆ ตั้งแต่ที่ลิลิธให้กำเนิดเขา ต่างจากแม็ดดีลีน ต่างจากเด็กมากมายที่เกิดมาในชีวิตการเป็นปีศาจ และ.. อลิสเตอร์ไม่อยากจะไม่ยอมรับ แต่เขามีจุดอ่อนเสมอเมื่อมาถึงปีศาจเด็ก เขาปกป้องเธอ สอนเธอให้รู้ถึงชีวิตในยามราตรี ถึงโลกที่มนุษย์ไม่สามารถย่างกรายเข้ามาสัมผัส และแม็ดดีลีน..

ตั้งแต่เด็ก เธอทำทุกอย่างรวดเร็วไปหมด เธอเรียนรู้ไวมาก เธอใช้เวลาไม่ถึงวันก็จำคาถาได้เป็นร้อย เธอเติบโตอย่างรวดเร็ว สวมแต่เสื้อผ้าที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย เกาะอกที่ไม่มีเนื้อหนังให้เกาะ สีสันฉูดฉาดที่ไม่เคยเข้ากับอายุ (ซึ่ง หลายคนอาจจะเถียงว่านั่นเป็นเพราะอลิสเตอร์ แต่ แหม เขาก็พยายามจะเป็นตัวอย่างที่ดีแล้วนะ) ตั้งแต่เด็ก แม็ดดีลีนกระหายที่จะเติบโต พอเขารู้ตัวอีกที เธอก็กลายเป็นนังมารร้าย เป็นแม่มดทรงพลัง ปลีกตัวไปผจญภัยกับโลกกว้างแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีความสำนึกบุญคุณใด ๆ ต่อแม่ทูนหัวเลยแม้แต่น้อย

ตอนนี้เธอก็กำลังตวาดใส่เขา และด่าว่าเขากระแดะ

เฮ้อ อลิสเตอร์นึกในใจ โลกสมัยนี้มันหมุนไวเกินกว่าที่อินคิวบัสตัวน้อย ๆ อย่างฉันจะรับไหว

“คุณคิดบ้าอะไรอยู่ถึงเข้าร่วมกับตระกูลอลูคารด์ทอน? กับแวมไพร์? ข่าวแพร่สะพัดไปถึงสแกนดิเนเวีย! คุณรู้ไหมว่ามันดูเหมือนอะไรในสายตาคนอื่น– คุณกำลังยื่นกองทัพให้กับไซลาส!”

“ไซลาสเป็นแวมไพร์อายุหนึ่งขวบ” บางทีอลิสเตอร์ไม่ควรจะรีบสวนกลับไปเร็วขนาดนั้น เขาไม่อยากให้น้ำเสียงของตนเองฟังดูแข็งกร้าว หรือ ร้อนตัว.. “และฉันไม่มีกองทัพ ที่รัก ฉันมีฮาเร็ม

แม็ดดิลีนโอดครวญดังลั่น ระบายความหงุดหงิดในรูปแบบคลื่นเสียงแหลมปรี๊ดที่ถ้ามากไปกว่านี้อีกนิดเดียวกระจกทุกบานคงจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ “ก็เหมือนกันนั่นแหละ มนุษย์พวกนั้นยอมตายเพื่อคุณ!”

“ไซลาสจะไม่ก่อสงคราม ฉันเป็นนักรัก ไม่ใช่นักสู้”

“คุณฉลาดกว่านี้–”

“ฉัน–จะ–ไม่–เป็น–ส่วน–ร่วม–ใน–สง–คราม” โอเค บางทีนั่นอาจจะฟังดูร้อนตัวโคตร ๆ แต่ แม้กระทั่งอินคิวบัสผู้เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความเริงร่าก็โมโหเป็นเหมือนกันนะ! “หยุดรบเร้าฉันเถอะ หวานใจ”

แม็ดดีลีนเงียบ ไม่พูดต่อ เธอใช้ชีวิตกับเขาไม่นานก็จริง แต่เธอดูออกว่าเมื่อไหร่คือตอนที่อลิสเตอร์จริงจัง และตอนไหนที่เขาพูดเล่น ถึงแม้ทั้งสองอย่างมักจะปนกันบ่อย ๆ ก็ตาม เขาถอนหายใจ อาศัยความเงียบชั่วคราวในตอนนี้สังเกตเธอ แม็ดดีลีนแทบไม่เปลี่ยนไปเลย คงใช้ยาอายุวัฒนะพยายามรักษาความสาวก่อนที่จะเหี่ยวย่นเหมือนแม่มดสมัยก่อน เสื้อผ้าของเธอก็ยังฉูดฉาดและวาบหวิวเหมือนเคย แต่อย่างน้อย ตอนนี้มันก็มีช่วงโค้ง ๆ เว้า ๆ ให้เกาะ และอลิสเตอร์ก็คงไม่ต้องห่วงพวกเฒ่าหัวงูอีกต่อไป (แม็ดดีลีนคงสาปให้พวกมันเป็นกบก่อนที่จะได้อ้าปากชมขนาดหน้าอกเธอเสียอีก เท่าที่อลิสเตอร์รู้ เธอไม่สนใจเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ )

เธอโตขึ้น มาก มันเป็นเรื่องธรรมดาของอลิสเตอร์ที่จะเจอหน้าใครสักคนตอนสองขวบ แล้วพอมาเจอกันอีกที คน ๆ นั้นก็อายุหนึ่งพันปีไปแล้วเรียบร้อย การมีอายุขัยอันยาวนานก็เป็นเช่นนี้แหละ แต่.. การได้เห็นแม็ดดีลีนโตขึ้น มันส่งผลกับอลิสเตอร์ในแบบที่เขาไม่คิดมาก่อน เริ่มมีความรู้สึกประหลาด ๆ บรรยายยากพวกนั้นอีกแล้ว อูแหวะ เขาต้องหาทางจัดการกับมันทีหลัง แต่ ตอนนี้..

“มาหาแม่มา” เขายิ้ม เปลี่ยนเป็นร่างที่เขาใช้ตอนเจอกับแม็ดดีลีน ตอนที่ต้องอยู่กับเธอ อลิสเตอร์คิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้าเธอมีคนเป็นแม่อยู่ใกล้ตัว แทนที่จะเป็นพ่อ เขาก็เลยใช้ร่างผู้หญิงตลอด  “มามะ”

แม็ดดีลีนยกแขนขึ้นกอดอก เลิกคิ้วใส่อลิสเตอร์

“คุณนี่เหลือเชื่อเลย” เย่ เธอยอมกอดเขาแล้ว เส้นผมของเธอยังคงเหม็นเหมือนซากสัตว์เน่าตายและสมุนไพรแห้งกรังเช่นเคย “คุณต้องระวังตัว การเป็นพันธมิตรกับพวกแวมไพร์มันอันตราย”

นี่แม็ดดีลีนกำลังเป็นห่วงรึเปล่า? นั่น..น่ารักมาก “ไม่ต้องห่วง หวานใจ ฉันเอาตัวรอดได้”

“คุณแก่หงำเหงือก

“ฉันชอบใช้คำว่า ‘มากประสบการณ์’ ”

“ฉันจริงจังนะ” เธอผละออก “ระวังตัวให้มาก ๆ ”

“จ้ะ จ้ะ”

เขาหอมแก้มเธอเป็นการบอกลา แม็ดดีลีนทำท่าขยะแขยง แต่เธอก็หอมแก้มเขากลับ การหายตัวของแม่มดเป็นอะไรที่น่าดูเอามาก ๆ บางคนใช้ผ้าคลุม สะบัดปิดบังใบหน้าก่อนที่จะหายไปในเงามืด บางคนยังใช้ไม้กวาด แต่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด นั่นเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะ.. ลำบาก ยิ่งมีเจ้าหนังสือแฮร์รี่พ็อตเตอร์นั่นแล้วด้วย สำหรับแม็ดดีลีน เธอเคาะส้นรองเท้าส้นสูงของตนเองเข้าหากัน ก่อนที่จะหายตัวไป

อลิสเตอร์รอให้แน่ใจว่าเธอไม่อยู่ที่นี่แล้วจริง ๆ ถึงจะถอนหายใจดังลั่น

 




 

 

อลิสเตอร์รักคนเยอรมัน พวกเขาพูดคำว่า จนกว่าเราจะเจอกันใหม่ แทนที่จะเป็นคำว่า ลาก่อน พวกเขาสวมกอดและเขย่ามือกันเป็นการทักทาย อาหารที่พวกเขาปรุงก็เลิศรส และอลิสเตอร์ไม่เคยเห็นเกล็ดหิมะที่สวยงามขนาดนี้ที่ไหนมาก่อนนอกจากเยอรมนี เขารักที่นี่ เขาสามารถจินตนาการชีวิตนับร้อยพันปีที่นี่ได้

แต่เยอรมนีกำลังพ่ายแพ้ ยุทธการแห่งสตาลินกราดเป็นข้อพิสูจน์ถึงความกระหายเลือดและคลั่งในอำนาจของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ การบังคับบัญชาของเขา พลังแห่งเจตนารมณ์ การยืนหยัด การที่เขาไม่อนุญาตให้ทหารหนีสงครามหรือให้กองทัพถอยหลังจากศึก ทั้งหมดนี้จะตกเป็นจุดจบของฝ่ายอักษะ

อลิสเตอร์เห็นการนองเลือดมาก่อน แต่ไม่มีครั้งไหนเหมือนกับสตาลินกราด ไม่เคยเลยที่เขาได้กลิ่นความตายฉุนอยู่ในอากาศและเห็นวิญญาณหลงทางมากมายขนาดนี้ กรีดร้อง ร่ำให้ ไม่มีใครหาทางสู่สรวงสวรรค์เจอ ไม่มีพระเจ้า ไม่มีนรก ไม่มีคนเลี้ยงแกะ ไม่มีซาตาน นี่คือจุดพลิกผัน กำลังเยอรมันจะมิอาจฟื้นคืนได้อย่างเมื่อก่อน เราจะไม่มีวันบรรลุชัยชนะทางยุทธศาสตร์ในทางตะวันออกอีกเป็นครั้งที่สอง

…มีทหารชายอยู่นายหนึ่ง เขามีชื่อว่าคอนราดและเขาตกหลุมรักกับหญิงสาวตาเดียว ในคืนก่อนสงคราม เขาจูบเธอบนต้นขาและสัญญาว่าเขาจะรักเธอตลอดไปต่อให้เธอเป็นคนยิว ในช่วงเวลานั้น บนเตียงพยาบาลและภายใต้กระโปรงที่เธอสวม ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ มีแค่เสียงหัวเราะและสัญญาจอมปลอม ไม่มีสงครามหรือการนองเลือด เขาไม่ได้บอกลา เขาบอกเธอแค่ว่าจนกว่าจะเจอกันใหม่

อลิสเตอร์ถอนหายใจ ดึงผ้าปิดตาออก คำสัญญาในคืนนั้นช่วยให้แผลบนดวงตาของเขาเยียวยากลับมาเป็นปกติ เหลือแค่แผลบนขาข้างซ้ายเท่านั้น วันนั้น อลิสเตอร์ขึ้นเตียงกับหญิงคนหนึ่ง เธอเสียสามีไปในสงครามและเธอร้องไห้ตลอดเวลาที่ทั้งคู่จูบกัน มันรู้สึกแย่ มันรู้สึกเหมือนกำลังถูกขืนใจ เขาไม่สัมผัสถึงความใคร่หรือความอาดูรใด ๆ เลยจากเธอเลย แค่ความต้องการที่ทั้งดิบทั้งกระด้าง ไม่ได้มาจากจิตใจ แค่เสียงร้องที่ออกมาจากปากเมื่อจุดอ่อนไหวบนร่างกายถูกสัมผัส ไม่ได้มาจากความหลงใหลหรือ.. ความรัก..

แต่เขากำลังอ่อนแอ อ่อนแอยิ่งกว่าเธอ เขาต้องการทุกสิ่งที่จะเยียวยาตนเองได้ เธอไม่รู้ว่าตนเองกำลังมีความสัมพันธ์กับปีศาจ เธอไม่รู้ว่าชีพจรของตนเองเต้นแรงจนอันตราย เธอมองไม่เห็นยมทูตตรงหัวเตียง แต่นั่นไม่เป็นไร มนุษย์ไม่มีค่า ถ้ามันตาย เขาก็แค่ต้องหาใหม่ มนุษย์ไม่มีความสำคัญต่ออลิสเตอร์

… เขาไม่เคยโกหกเก่งเลยสักครั้ง แม้กระทั่งในชาติที่แล้ว

 




 

 

หิว..

อลิสเตอร์บ่นอุบอิบ เขาไม่ได้อดอยากหิวโซอะไรหรอก แต่… มันยังไม่พอ เขายังรับได้มากกว่านี้อีก ยังอยากได้มากกว่านี้อีก แต่มนุษย์คนรักของเขาใกล้ตายอยู่รอมร่อ อลิสเตอร์รู้สึกได้ถึงชีพจรของอีกฝ่ายที่เต้นช้าลง ถึงวิญญาณที่เริ่มกลายเป็นสีเทา พร่ามัวและพร้อมที่จะเบลอหายไปตลอดเวลา เหมือนกับเม็ดทรายที่กำลังพยายามหนีจากร่องนิ้วมือ บางที เขาควรจะปล่อยให้มันหนีไปให้ไกล สู่แสงสว่างปลายอุโมงค์

อีกสักนิดหนึ่ง? อลิสเตอร์จับข้อมืออีกฝ่ายขึ้นมา สายตาจับจ้องอยู่ที่นิ้วมืออันสั่นเทาของมนุษย์ตรงหน้า ก่อนจะรับมันมาไว้ในริมฝีปาก ไล่ลิ้นขึ้นลงช้าๆ ก่อนที่จะดูดมันเบาๆ อืมมม์ อีกนิดหนึ่ง…

“ไม่.. ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบ––ที่คุณทำอยู่หรอกนะ ที่รัก” คนรักของอลิสเตอร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าและสั่นเครือ คำพูดสะดุดไปมาเพราะถูกขัดด้วยเสียงครางในลำคอ แต่มันเป็นเสียงร้องที่ฟังดูใกล้เคียงกับคนกำลังจะตายมากกว่า ซึ่งก็.. เข้ากับสถานการณ์ดี “แต่คุณเล่นดูดซะผมแห้งเลย เก็ตมั้ย? ดูด? ฮ่า ฮ่า ฮ่า..”

เฮ้อ อลิสเตอร์รักมนุษย์ที่มีอารมณ์ขัน

“ไม่เป็นไร ที่รัก” เขายอมปล่อยมือในที่สุด “ไม่มีปัญหา”

มันก็มีอยู่หรอก ไอ้ปัญหาน่ะ แต่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนั้น ชัวร์ เขาอาจจะบอกไอ้หนูไซลาสว่าเขาไม่คิดจะมอบอะไรให้แก่มนุษย์ที่รักเขา แต่นี่ไม่ใช่การมอบอะไรให้ ก็แค่.. คำโกหกหวานๆ มันไม่ได้ยากเย็นแสนเข็นอะไร ถ้าอลิสเตอร์พูดอะไรที่ทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจได้ เขาก็จะพูด

อลิสเตอร์ในอดีตคงจะไม่เห็นด้วย ตอนก่อนๆ เขาไม่สนใจว่ามนุษย์จะเป็นตายร้ายดียังไง ถ้าพวกมันตาย เขาก็หาคนใหม่ได้ เขาในตอนนี้ก็ไม่ได้เห็นอกเห็นใจคนรักตัวเองขึ้นมาหรอก แต่ เขาแค่ฉลาดขึ้น เขาจำเป็นต้องมีคนรักคอยดูแลและปกป้องตัวเอง ถึงอินคิวบัสจะเป็นปีศาจที่ฆ่ายากแค่ไหน อลิสเตอร์ก็ไม่ใช่ปีศาจที่เก่งกาจในการสู้รบปรบมือ เขาจำเป็นต้องมีอัศวินเป็นของตนเอง และที่มากไปกว่านั้น แหล่งอาหาร

การอยู่คนเดียวทำให้เขา.. เฉา นั่นคงจะเป็นคำที่ใกล้เคียงที่สุด อลิสเตอร์จำเป็นต้องมีคนรักอยู่ใกล้ตัว เป็นแหล่งอาหารและพลังงานให้เขา เพราะฉะนั้น การปล่อยให้พวกมันมีชีวิตรอดและกลับมาปรนเปรอเขาย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ามนุษย์แบบใช้แล้วทิ้ง ทีละหนึ่งคนสองคน

อลิสเตอร์ถอนหายใจ เขากำลังจะลุกจากเตียงเพื่อแต่งตัวและออกไปหาคนรักคนอื่น แต่มนุษย์– (เขาจำชื่ออีกฝ่ายไม่ได้)– ดึงเขาเอาไว้ก่อน

“มีอะไรจ้ะ หวานใจ?” อลิสเตอร์ถาม

“คุณอยู่ก่อนไม่ได้เหรอ?”

นั่นทำให้เขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ไม่ใช่ว่าเธอเหนื่อยแล้วเหรอ?”

“ใช่… แต่” อีกฝ่ายยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ เหมือนกับว่าตัวเองก็สับสนไม่แพ้ไปกว่ากัน “คุณไม่จำเป็นต้องใช้เซ็กส์เป็น…เอ่อ.. อาหาร ไม่ใช่เหรอ ผมอาจจะยังช่วยคุณได้?”

ก็ถูกอยู่ ตามหลักตรงๆแล้ว อลิสเตอร์ไม่ได้.. ใช้เพศสัมพันธ์เป็นอาหาร เขาได้พลังงานจากการดูดซับอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ มันแค่บังเอิญลงล็อกว่าการมีเซ็กส์เป็นอย่างหนึ่งที่จะดึงเอาอารมณ์ของมนุษย์ออกมาได้มากที่สุด กาม ความหลงใหล ตัณหา และมันก็สามารถได้มาอย่างง่ายดาย อลิสเตอร์แค่ต้องเปลี่ยนร่างเป็นสิ่งที่เหยื่อของเขาปรารถนามากที่สุด จากนั้น ก็ปล่อยให้บทเพลงบรรเลง..

เทียบกับความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ทางกายแล้ว มันก็คงจะเหมือน.. ของหวานกับยาเสพติด ในแบบที่ไม่มีผลข้างเคียง อลิสเตอร์ชอบเซ็กส์มากกว่า มันง่าย มันร้อนแรง และเขาไม่เคยเบื่อ ส่วนเรื่อง.. ความรัก มันหวานเกินไปหน่อยสำหรับเขา และที่มากกว่านั้น มันค่อนข้างจะทำให้เขารู้สึก… โง่

เพราะอลิสเตอร์ไม่เข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ ต่อให้เขาจะดื่มด่ำและเสพสุขในความลึกลับซับซ้อนของมันแค่ไหนก็ตาม เขาก็ไม่เคยคิดที่จะทำความเข้าใจกับมัน และมันค่อนข้างจะน่าอายด้วย มันเกือบที่จะเป็นความรู้สึกที่คมกว่าเซ็กส์ รุนแรงกว่า และ––อลิสเตอร์ทำตัวไม่ถูก เขารู้วิธีที่จะทำให้มนุษย์มัวเมาและเสียสติไปกับตัณหาผ่านทางการใช้ร่างกาย แต่พอมาถึงพวกเรื่องที่ละเอียดอ่อนกว่า อลิสเตอร์.. ไม่เชี่ยวชาญพอ

แต่มันก็ใช่ว่าเขามีแผนที่ดีกว่านี้..

“โอเค”

อลิสเตอร์ลังเล ไม่แน่ใจนักว่าก้าวต่อไปของตนเองควรจะเป็นอะไร เขาตัดสินใจปีนกลับขึ้นไปนอนบนเตียงต่อ แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อถูกรวบเข้าไปกอดอยู่ใต้อ้อมแขนแกร่ง มือชื้นเหงื่อจับอยู่บนไหล่ของเขาราวกับการประกาศเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ มันไม่ได้รู้สึกแย่หรอก แต่อลิสเตอร์กลับวางตัวไม่ถูกขึ้นมากะทันหัน ไม่รู้ว่าควรจะนั่งยังไงหรือทำอะไรกับมือตนเอง และเชื่อเถอะ ปกติ อลิสเตอร์รู้กลวิธีหลายอย่างที่ต้องใช้มือเป็นตัวช่วย หากคุณรู้ว่านั่นหมายถึงอะไร แต่ในตอนนี้.. เขารวบมือไว้บนตัก ก้มลงมองสีเคลือบแดงฉานที่เริ่มลอกออกจากเล็บ นั่นไม่น่ารักเอาซะเลย ทำไมเขาถึงปล่อยให้เล็บสีลอกได้นะ? ปกติเขาจะไม่เผอเรอแบบนี้..

อลิสเตอร์เผยอปากขึ้น กำลังจะสั่งให้คนรักของเขาทำเล็บให้ ประจวบเหมาะกับตอนที่เสียงเพราะ ๆ (ซึ่งเอาไว้ใช้ครางอย่างเดียวก็พอ) หลุดออกมาจากปากสวย ๆ (ซึ่งควรเอาไว้ใช้ประโยชน์ ‘อย่างอื่น’ นอกจากพูด) เป็นคำถามว่า “เอ่อ… ผมขอถามอะไรคุณหน่อยได้ไหม?”

ด้วยอารมณ์โกรธที่รุนแรงและฉับพลันเสียจนแม้แต่เขาเองยังประหลาดใจ อลิสเตอร์อยากจะหักคอเจ้ามนุษย์คนนี้ให้ตายคาเตียงเสียตอนนั้น โดยไม่มีเหตุผลอะไรใด ๆ เลยทั้งสิ้น เขาไม่ได้ทำอย่างที่คิดหรอก อลิสเตอร์ควบคุมตัวเองได้ดีกว่านั้นมาก แต่ถ้าเป็นในอดีต… แค่คิดก็ขนลุกซู่

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ

ที่รัก เธอช่วยทำเล็บให้ฉันหน่อยได้ไหม?”

ไม่เข้าใจรึยังไงว่าความต้องการของฉันต้องมาก่อนเธอเสมอ?

อลิสเตอร์ยิ้ม พูดเสียงหวาน เขาทำอย่างนั้นเสมอ เขาก็เลยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมคนรักของเขาถึงขนลุกซู่ ทำหน้าเหมือนพึ่งเห็นผี แต่ถึงกระนั้นก็รีบกุลีกุจอลุกจากเตียงเพราะว่าเขานั้นจงรักภักดี ว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังคำสั่ง และไม่ตั้งคำถามเลยสักครั้ง อัศวินผู้สมบูรณ์แบบและอาหารที่คู่ควร

เจ้ามนุษย์กลับมาพร้อมกับยาทาเล็บสีแดงเลือดนก ขวดน้ำยาล้างเล็บ สำลี ยาเคลือบเล็บสีใสกิ๊ง และผ้าขนหนูเล็ก ๆ น่ารัก ที่อลิสเตอร์ชื่นชอบเป็นพิเศษ (มันเป็นสีชมพู) การให้คนรักทาเล็บให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมยามว่างที่อลิสเตอร์ชอบ รองลงมาจากใช้ให้พวกมันสระผม ประคบประหงมเขา มีอะไรบางอย่างที่น่าหลงใหลมากตอนที่พวกมนุษย์ขมวดคิ้วมุ่น ตั้งสมาธิกับสิ่งที่ทำตรงหน้า ซึ่งก็คือการดูแลให้อลิสเตอร์ดูดีตั้งแต่ปลายเล็บ น้ำยาล้างเล็บเย็นเฉียบก็รู้สึกดีไม่เบา รู้ตัวอีกที เขาก็ผ่อนคลายขึ้น เอนหลังพิงหัวเตียงอย่างสบายใจ

คนรักของอลิสเตอร์พูดขึ้น–จนได้– ในขณะที่กำลังเริ่มทาเล็บนิ้วนางของเขา

“ตกลง… เรื่องที่ผมอยากจะถาม..?”

อลิสเตอร์ถอนหายใจ เขาอยากจะตอบว่าหุบปากซะแล้วก็เตะมันออกจากเตียง แต่ถ้าเขาทำอย่างนั้น พวกมนุษย์ก็จะเศร้า เสียใจ เสียความรู้สึก พวกมันจะไม่เป็นแหล่งอาหารที่ดีอีกต่อไป เขาจะใช้สเน่ห์กับพวกมันก็ได้ สะกดจิตมัน แต่.. นั่นรู้สึกจอมปลอม เหมือนเสพสารเคมีแต่งสีแต่งกลิ่นในอาหาร ไม่ใช่อะไรที่อลิสเตอร์พิสมัย อีกอย่าง เขาขยับมากได้ที่ไหน เล็บยังไม่แห้งเลยสักนิด

ให้มันได้อย่างนี้สิ “มีอะไรจ้ะ ที่รัก?”

“ผมไม่ได้อยากละลาบละล้วง แต่.. คุณเป็นอะไรรึเปล่า?”

อลิสเตอร์ชะงัก กระพริบตาปริบ ๆ นั่นไม่ใช่คำถามที่เขาคิดว่าจะได้รับ

“ผมแค่สังเกตว่าวันนี้คุณแปลก ๆ ไป บางทีผมอาจจะคิดไปเอง..”

..โอ้ โอเค ก็แค่ความคิดมากของมนุษย์ ช่างคิดช่างวิเคราะห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตนเองเริ่มพัฒนาความรู้สึกต่อผู้อื่น ความรัก จับทุกสัญญาณ ทุกการกระทำ แม้กระทั่งสิ่งที่เล็กที่สุด มาตีความคิดไปเองต่าง ๆ นานา.. อลิสเตอร์ไม่ได้เป็นอะไร เขาจะเป็นอะไรไปได้นอกจากสมบูรณ์แบบและวิเศษสุด?

“ฉันเริศหรูเหมือนปกติ ไม่ต่องห่วงนะ” เขาตอบ ยิ้มด้วย

แน่นอน มนุษย์ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ คนรักของเขาขมวดคิ้วมุ่น กังวลกว่าเดิม โอ้ให้ตายสิ..

“เธอคิดว่าฉันควรเพนท์ลายด้วยดีไหม?” อลิสเตอร์เปลี่ยนเรื่องทันที และถ้าเสียงของเขาฟังดูห้วนผิดปกติ เขาก็ไม่ได้ตั้งใจ “ไม้กางเขนเล็ก ๆ สีขาว.. หรือไม่ก็กุหลาบ หรือลายจุด..”

“เอ่อ–”

“เธอทำได้รึเปล่า? ฉันว่ามันคงจะน่ารักสุด ๆ ”

“ผม..” อีกฝ่ายลังเล ยกมือขึ้นเกาหัว “ผมไม่เคยลองมาก่อน แต่ผมคิดว่าน่าจะทำได้–”

“วิเศษ!”

มันไม่ใช่คำถาม ไม่ใช่แม้แต่คำขอให้ช่วยเสียด้วยซ้ำ และคนรักของอลิสเตอร์รู้ดี รีบลุกออกไปหยิบยาทาเล็บสีอื่น ทิ้งให้บทสนทนาเมื่อครู่ตายไปกับความเงียบ และเมื่อเขากลับมา ทั้งคู่ก็ไม่พูดอะไรกันเลยสักคำ นี่ดี ดีกว่าการตั้งคำถามงี่เง่าไร้สาระ แต่อลิสเตอร์อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญขึ้นมาเสียเฉย ๆ

 




 

 

ท่านดยุคมาหารือเจรจาข้อตกลงถึงคฤหาสน์ตระกูลอลูคารด์ทอน ไอกอร์เตรียมเครื่องดื่มเอาไว้ให้ทั้งไซลาสและแขกเสร็จสรรพ เลือดจากตู้เย็นที่นำไปอุ่นจนเกือบจะรู้สึกเหมือนอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ ถ้าไม่ติดว่ามันจอมปลอมเสียจนน่าใจหาย ใส่มาในถ้วยชาญี่ปุ่นสวยหรูอีกต่างหาก

อลิสเตอร์ไม่ดื่มเลือด เขาก็เลยได้น้ำสตอเบอร์รี่ในแก้วที่หรูและเป็นทางการพอ ๆ กันแทน แต่ ดูก็รู้ ไซลาสไม่ใช่แวมไพร์ประเภทที่ชอบทานอาหารต่อหน้าคนอื่น ซึ่งตรงกันข้ามกับท่านดยุคผู้เริงร่าอย่างยิ่งที่ได้ดื่มเลือดใต้เงาจันทร์กับใครสักคนนอกจากเงาของตนเอง อลิสเตอร์เดาว่าท่านคงไม่มีเพื่อนให้สังสรรค์ ชราภาพอย่างท่านแล้ว ตอนนี้เขาไม่ใช่ดยุคแล้วด้วยซ้ำ เขาเคยเป็น นานมากมายเหลือเกินในอดีต

นั่นไม่สำคัญ อำนาจของแวมไพร์ส่งผลจากอดีตถึงปัจจุบัน พวกมันถึงได้เป็นอมตะ

เป็นพันธมิตรกับท่านดยุคจะส่งผลประโยชน์ให้แก่วงศ์ตระกูลอลูคารด์ทอนอย่างยิ่ง ส่วนอลิสเตอร์? ไม่เท่าไหร่ เขาคงไม่เสียเวลาให้กับแวมไพร์หัวเก่าหัวโบราณอย่างท่านดยุคหรอก (เขาไม่เสียเวลาจำชื่ออีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำ) ไม่มีประโยชน์ ไม่คุ้มค่า และไม่ใช่สเป็กของอลิสเตอร์เลยแม้แต่น้อย หยิ่งยโสเกินไป มั่นใจในตนเองเกินไป แถมยังมีกลิ่นเหมือนธนบัตรเก่า ๆ ติดตัวอยู่ตลอดเวลา

แต่อลิสเตอร์เป็นพันธมิตรกับไซลาส ไม่ว่านั่นจะหมายความว่าอะไรก็ตาม

(และเขาก็ไม่ไว้ใจให้แวมไพร์อายุหนึ่งขวบเผชิญหน้ากับท่านดยุคสองต่อสอง เขาคงไม่ใช้คำว่าเป็นห่วง… ไม่ นั่นมันมากเกินไปหน่อย เขาแค่กำลังรักษาหน้าตาของตนเองด้วยการทำหน้าที่ก็เท่านั้น)

“ดีจริง ๆ ” ท่านดยุคเกริ่น แหวะ สำเนียงของเขาโคตรโบราณเลย “ที่ได้พบกับทายาทของเซซิเลีย”

ไซลาสไม่เสียเวลาแกล้งยิ้ม แต่อย่างน้อยเขาก็มีมารยาทมากพอที่จะพูดประจบประแจง

“ไม่เลย เป็นเกียรติของเรามากกว่าที่ได้พบกับท่านดยุคแห่งรูเธอร์ฟอร์ด”

ท่านดยุคยิ้มใหญ่ แต่มันทำให้เขาดูอาวุโสขึ้นมากกว่าเด็กลง สำหรับแวมไพร์ที่ไม่แก่ไม่เฒ่า เขาดูแก่กว่าอายุของรูปลักษณ์ภายนอกหลายต่อหลายเท่า เขามีราศีของชายที่เห็นอะไรมามาก และผ่านการเปลี่ยนแปลงมามากยิ่งกว่า ครึ่งหนึ่งอาจจะเป็นเพราะการแต่งตัวของเขา แต่ปัจจุบัน การแต่งตัวแนว “วินเทจ” ได้กลายเป็นเทรนด์ไปแล้ว ถ้าเป็นเด็กวัยรุ่นคนอื่น การสวมสูทเลียนแบบอดีตคงไม่ทำให้พวกเขาดูแปลกประหลาดเลยแม้แต่น้อย แต่สำหรับท่านดยุค มันทำให้เขาแตกต่าง แปลกแยก ไม่กลมกลืนไปกับยุคปัจจุบัน

อลิสเตอร์เหลือบมองต่ำลงใต้โต๊ะ โอ้ แน่นอนล่ะว่าเขาต้องสวมรองเท้าหนังจระเข้ปลายแหลม แถมถือไม้เท้าหัวอีกาสีเงินอีกต่างหาก ทำไมจะไม่ล่ะ? เขาแต่งตัวตามแบบฉบับพวกเศรษฐีว่างมากอยู่แล้ว

หลังจากยกเลือดขึ้นจิบ ท่านดยุคก็รีบเลียแข้งไซลาสต่อ มันทำให้คนร่วมโต๊ะอึดอัดมาก (..คนเดียวที่นั่งร่วมโต๊ะก็มีแค่อลิสเตอร์ ไอกอร์ออกจากห้องไปนานแล้ว) “อ้า แต่มีดยุคจากรูเธอฟอร์ดอยู่มากมาย ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว แต่ทายาทของเซซิเลีย? มีเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น– ไซลาส อลูคาร์ดทอน”

ไซลาสเกือบจะดูเขินอาย “ท่านใจดีเกินไป”

อลิสเตอร์อยากโก่งคอแปลก ๆ แต่นั่นคงไม่งามนัก

มันไม่แปลกนักหรอกถ้าไซลาสจะลืมตัวไปบ้างเมื่อถูกท่านดยุคประจบ แต่เขาควรจะรู้ดีกว่านั้น เซซิเลียน่าจะฝึกเขามาดีกว่านั้น อีกอย่าง ท่านดยุคเองก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไร ชัวร์ เขารวย มาก มหาเศรษฐี เขาเป็นชายมากอำนาจ มีกองทัพมนุษย์ที่เขาสะกดจิตให้คอยรับใช้ และสีผิวเข้มเหมือนไม้มะเกลือของท่านดยุคก็มีอะไรหลายอย่างให้ชื่นชม– โหนกแก้มสูง กรามได้รูป ขนาดผมยุ่งไม่ได้ทรงนั่นยังดูหรูได้

.. ยิ่งพูดเขายิ่งดูดีขึ้นเรื่อย ๆ อลิสเตอร์ควรหยุด

“ไขข้อข้องใจให้ฉันที” ท่านดยุครูเธอร์ฟอร์ธเอื้อมแขนข้ามโต๊ะ จับสองมือของไซลาสเอาไว้ระหว่างฝ่ามือตนเอง สบตากับเด็กหนุ่มด้วยความลึกซึ้งที่น่าสะอิดสะเอียน “จรึงรึเปล่าที่เขาว่ากันว่า..”

“ท่านดยุค–”

“..เซซิเลียยอมตายเพื่อมอบพลังทั้งหมดให้เธอ?”

เอาจนได้

อลิสเตอร์รู้อยู่หรอกว่าคำถามนี้จะต้องปรากฏขึ้น ไม่ช้าก็เร็ว มันน่าสงสัยเป็นที่สุด การที่มีแวมไพร์เด็กอ่อนขึ้นเป็นผู้นำวงศ์ตระกูล แวมไพร์ที่แข็งแกร่งและเก่าแก่อย่างเซซิเลีย? ไม่มีทางเลยที่เธอจะตายเพียงเพราะเปลี่ยนมนุษย์อื่นให้กลายเป็นแวมไพร์ ปกติ แวมไพร์สามารถทำเช่นนั้นได้อย่างง่ายดาย แค่ดูดเลือดจนเหยื่อตายไปแล้วกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง แต่เซซิเลียหายไปเลย ไม่มีอะไรหลงเหลือ ขี้เถ้าหรือซากศพ

มันน่าชื่นชมนะ เพราะไซลาสไม่ถึงกลับชะงักจนพูดไม่ออก “นั่น–”

อลิสเตอร์จับข้อมือไซลาส ดึงเขาออกอย่างไม่อ่อนโยนนัก ท่านดยุคถึงกลับต้องรีบปล่อยเพราะตั้งตัวไม่ทัน ส่วนไซลาสก็ประหลาดใจจนเสียมาดไปชั่วครู่ อลิสเตอร์ยิ้มหวาน ไม่ยกมือผละออก สร้างเส้นกั้นระหว่างทั้งสองให้เห็นอย่างเด่นชัด ถ้าเขาส่งกระแสจิตได้เขาคงจะทำ อย่าง นี่ พวก ไอ้เด็กนี่อายุหนึ่งขวบ

“ท่านดยุคไม่รู้หรอกหรือ” อลิสเตอร์ยิงมุก ขยิบตา “ว่าเซซิเลียตายด้วยความชราภาพ?”

ถ้าเซซิเลียตัวจริงยังอยู่ เขาคงโดนเธอขู่จะฆ่ากลางโต๊ะ แต่เนื่องจากเธอตายไปแล้ว– เพราะว่าเธอแก่หงำเหงือก อย่างที่อลิสเตอร์พึ่งล้อไป– ท่านดยุคถึงได้หัวเราะลั่น ถูกอกถูกใจกับมุกแวมไพร์ที่พึ่งออกจากปากอินคิวบัส ไซลาสมีสีหน้าไม่พอใจนัก แต่ก็หัวเราะแห้ง ๆ ตามมารยาทด้วยอย่างพอเหมาะ

“เธอเองก็ยังทรงสเน่ห์สมคำร่ำลือ อลิสเตอร์” ฮ่า! “แต่ฉันต้องยอมรับ ฉันสงสัยมาตลอดว่า..”

“… ฉันทำยังไงถึงได้หน้าเด็กแบบนี้? คำใบ้ ฉันไม่ได้เอาเลือดสาวบริสุทธิ์มาอาบ”

ท่านดยุคคงไม่เคยดูตลกคาเฟ่หรือสัมผัสอมนุษย์ที่มีอารมณ์ขันมาก่อน เพราะเขาขำใหญ่ อีกแล้ว ไม่ได้หัวเราะวางมาดแบบฉบับผู้ดีด้วยนะ เขาหัวเราะเปิดปากจนตาหยี ยกมือกุมท้อง

ฮื่ม.. นั่นเกือบจะน่ารัก

“เปล่า ฉันสงสัยว่าบทบาทของเธอใน..ความสัมพันธ์กับตระกูลอลูคาร์ดทอนคืออะไร?”

อลิสเตอร์ยักคิ้ว “อยากรู้ล่ะสิท่า”

โอ้ แน่นอน ฉันอยากรู้”

“ความลับแบบนี้มันให้กันไม่ได้ฟรี ๆ …”

ไซลาสกระแอม ขัดบทสนทนาและเรียกความสนใจทั้งหมดไปไว้ที่เขา ชั่วขณะหนึ่ง เขาฟังดูเหมือนเซซิเลียไม่มีผิดเพี้ยน ซึ่งนั่นก็คือ ไม่พึงพอใจ ไม่เห็นด้วย และไม่เคยปล่อยให้อลิสเตอร์ได้เล่นสนุกกับเขาบ้าง–

เสียงอันคุ้นเคยแล่นผ่านห้วงคิด เพราะโลกนี้มันโหดร้าย ไม่มีใครได้ในสิ่งที่ต้องการ

 




 

 

“คุณเป็นอะไรของคุณ?”

คำถามประจำปีอีกแล้ว และคราวนี้ไซลาสไม่มีข้ออ้างเดียวกับมนุษย์ด้วยซ้ำ

หรืออาจจะมี? จริงอยู่ เขาถูกเลี้ยงมาแบบอมนุษย์ เติบโตในสังคมของแวมไพร์ ปีศาจ และสัตว์ประหลาดอสูรกาย แต่เขาก็เคยเป็นมนุษย์ บางทีพฤติกรรมและวิธีการคิดของพวกคนเดินดินอาจจะถูกลบออกไปไม่หมดจากเขา มันยากที่จะเชื่อว่าเซซิเลียพลาดเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ไปได้ แต่ เธอตาย ใครจะรู้?

อลิสเตอร์ตอบหน้าตาย “ฉันเป็นอินคิวบัส”

“คุณเป็นที่ปรึกษาของผม ส่วนผมเป็นผู้นำตระกูลอลูคารด์ทอน ในห้องนั่น ผมเป็นผู้พูด คุณเป็นผู้สังเกตการณ์ คุณจะให้คำแนะนำผมก็ได้หากเห็นว่าสมควร แต่ไม่ใช่พูดแทรกผม หรือทำอะไรแบบนั้น

อลิสเตอร์ไม่มีข้ออ้างแบบเดียวกับมนุษย์ แบบเดียวกับไซลาส เขาเป็นผู้ใหญ่และเขาควรที่จะรู้ดีกว่า แต่เขาก็เผลอขึ้นเสียงอยู่ดี “ทำไม? กลัวเสียหน้าเหรอ? ได้ตำแหน่งนี้ไม่นานก็หยิ่งศักดิ์ศรีเสียแล้ว?”

ไซลาสชะงัก ต่างจากในห้องนั่น คราวนี้  เขาพูดไม่ออก ลังเลระหว่างรู้สึกสบประมาทเหมือนถูกตบหน้า หรือโกรธและรีบปกป้องตนเองอย่างที่ทายาทของเซซิเลียควรที่จะทำ ปกป้องศักดิ์ศรีและตำแหน่งของเธอ แต่ไซลาสไม่ใช่เซซิเลีย อลิสเตอร์นึกว่าตนเองเข้าใจเรื่องนั้นเสียอีก

เขาคิดคำดูถูกได้สารพัดสารพัน หัวข้อแวมไพร์ทารกเปิดทางให้เล่นมุกสบประมาทได้มากมาย เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคิดว่าตนเองดื่มเลือดแล้วจะสูงส่งกว่ามนุษย์ แต่.. เขาพูดไม่ออก คำด่าเจ็บแสบทั้งหลายแห้งตายอยู่ตรงปลายลิ้น อลิสเตอร์มองว่าตนเองเป็นปีศาจตัวแสบผู้ชอบพูดจาถากถาง เล่นมุกตลกโหดร้าย เล่นหูเล่นตา เล่นกับหัวใจของมนุษย์ และดื่มด่ำความรู้สึกของพวกมัน เป็นแค่อินคิวบัสผู้ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นบนโลกนี้ แค่ได้เอากับทุกคนที่ขวางหน้าก็มากพอที่จะทำให้เขามีความสุขตลอดทั้งชีวิต มันง่าย

ง่ายกว่า..

เขาควรจะขอโทษ นั่นมันน้อยที่สุดแล้วที่เขาทำได้

อลิสเตอร์ยิ้ม แกล้งทำเป็นหัวเราะเล็กน้อยว่าประโยคเมื่อกี้เป็นแค่มุก แค่ล้อเล่นน่ะ ที่รัก

“โกรธฉันเหรอ พ่อทับทิม? หรือว่าหึง? ตายล่ะ ขอโทษนะถ้าฉันทำให้เธอหึง”

ไซลาสคงจะเริ่มหงุดหงิด เช่นเดียวกับทุกครั้ง เขาจะเริ่มพล่ามว่าอลิสเตอร์ไม่เป็นผู้ใหญ่เอาซะเลย และเขาไม่สมควรกับตำแหน่งเป็นผู้ชี้นำไซลาสเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าเขามันทำตัวเป็นเด็กและไม่เคยจริงจัง อลิสเตอร์คงจะหัวเราะ แล้วก็อาจจะหอมแก้มเจ้าแวมไพร์เด็กสักหน่อย แค่หอม! และ–

“… อลิสเตอร์ คุณเป็นอะไรรึเปล่า?”

หืม?

นั่น แปลก

เขายิ้มอยู่นี่ไง

เขาจะเป็นอะไรไปได้ยังไง?

แม็ดดิลีนยืนนิ่งในอ้อมกอดของเขา ตัวโตกว่าที่เขาจำได้ เธอไม่ได้ถามว่าเขาเป็นยังไง ว่าเขา ‘โอเค’ รึเปล่า แต่เธอเป็นห่วง เธอจึงบอกให้เขาระวังตัว เธอจึงลังเลที่จะออกห่าง เธอไม่ถามเพราะไม่คิดว่าตนเองอยู่ในฐานะที่สามารถจะทำได้ แต่แม็ดดิลีน แม็ดดิลีนของเขา ดูออก เธอรู้ เธอรู้ เธอรู้–

“ฉันไม่เป็นอะไร ที่รัก” เขายิ้ม เอื้อมสองมือไปโอบใบหน้าของไซลาสเอาไว้ “เริศหรู

เลิกถามได้แล้ว

 



 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s