[FIC] Claw your way out (1/3)

Title: Claw your way out
Fandom: Captain America: Civil War (2016)Marvel Cinematic Universe
Pairings: Black Panther (T’Challa)/Reader
Rating: สัก.. T แต่เรทจะเพิ่มขึ้นในตอนหลัง
Warnings: SPOILERS สปอล์ยเนื้อหา Civil War เรื่องดำเนินหลังตอนจบหนัง
Notes: ตัวละครผู้อ่านเราพยายามให้มันจิ้นได้มากที่สุด self-insert FTW แต่ก็มีรายละเอียดบางอย่าง เช่น คนอ่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ทำงานในแล็บของที’ชัลลา มีเต่า และเป็นคนผิวดำ (วากันดาอยู่ในแอฟริกา เพราะงั้น…) แต่นอกจากนั้น เพศ ชื่อ เราปล่อยให้มันเป็นช่องว่าง ฟิคมีสามพาร์ท สั้น ๆ แหละ ไม่มากอะไร จะพยายามไม่ให้มันมาก

ตอนแรกว่าจะโพสลงเด็กดี แต่เดี๋ยวตอนสามมีฉากสยึมกึ๋ย กร๊าก

มันมีพล็อทอยู่บ้างนะ บาง ๆ แต่ก็มีแหละ

คิดชื่อเรื่องไม่ออกจริง ๆ แม่ง (Pun unintended) เราขอโทษถึงความสิ้นคิด 

บรรทัดอาจจะเบี้ยว ๆ อันนั้นโทษเวิร์ดเพรส เราหาธีมดี ๆ ไม่ได้ซะทีเหิ้ม

ปล. ตอนนี้ Crack 



                คุณหาวโดยไม่ปิดปาก ได้ยินเสียงตนเองสะท้อนทั่วห้องทดลองส่วนพระองค์ของกษัตริย์ราชอณาจักรวากันดา และเห็นฝ้าก่อตัวบนพื้นผิวกระจกของห้องแช่แข็ง– สถานที่เหมาะสมกับชายนามว่า วินเธอร์ โซลเยอร์ เสียจริง

                 ในอดีต ประโยคนี้คงฟังดูเหนือความจริงและอยู่ห่างจากชีวิตของคุณมาก แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่กษัตริย์ที’ชากาถูกสังหาร สนธิสัญญาโซโคเวียถูกร่าง และที’ชัลลาได้ขึ้นครองราช ทุกอย่างอาจจะไม่เปลี่ยนไปสำหรับทุกคน แต่มันเปลี่ยนไปมากสำหรับคุณ อย่างแรกเลยก็คือการเลื่อนขั้นมาทำงานในแล็บ เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย สวัสดิการมากมายที่พ่วงมา และ งาน งาน งาน ที่มากยิ่งกว่าเดิม คุณทำงานไม่เคยหยุดและนอนไม่เคยพอ เหมือนกับทุกอย่างในชีวิตที่ถูกหยิบยื่นให้คุณ มันเป็นดาบสองคน มีทั้งข้อเสียและข้อดี คำสาปและพร.. บางครั้งคุณก็ถามตนเองว่ามันคุ้มรึเปล่า

                คุณยกมือขยี้ตา มองวินเธอร์โซลเยอร์ผ่านกระจก ฝ้า และน้ำแข็งที่เกาะอยู่ภายใน ความรู้สึกบางอย่างที่คุณนึกว่าถูกฝังไปแล้วเอ่อล้นอยู่ในอกเมื่อคุณเห็นหน้าเขา ตอนที่ข่าวออกว่ากษัตริย์ที’ชากาถูกสังหาร คุณและประชาชนวากันดาไว้อาลัยเขา การตายไม่ใช่จุดจบ และคุณให้เกียรติความตาย แต่ทหารสกปรกอย่างเขาไม่สมควรได้เป็นผู้ปลิดลมหายใจกษัตริย์ของคุณ คุณอาจจะไม่สนใจการเมืองเท่าที่ควร แต่คุณรักกษัตริย์ของคุณ ถ้าไม่ คุณจะมาทำงานในที่แบบนี้ทำไมล่ะ ทำไมคุณถึงสาบานต่อเทพที่คุณนับถือว่าจะไม่แพร่งพรายข้อมูลภายในตึกนี้ไปข้างนอก ทำไมคุณถึงไม่ตั้งคำถามกับงานที่ได้รับมอบหมาย

                เบ้ปาก คุณลากนิ้วบนพื้นผิวกระจก เขียนถ้อยคำและวาดรูปไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่บนฝ้า ไม่ใช่เพราะว่าคุณโกรธแค้นอะไรนักหนาหรอก แต่เพราะมันดึก คุณง่วง ว่างจัด งานที่มียังคงมีแค่ “หาวิธีลบล้างอิทธิพลจากการล้างสมองของไฮดรา” ซึ่งทั้งยากและเปลืองพลังงาน สมองของคุณตอนนี้เหนื่อยเกินกว่าจะพยายามต่อ แถมเพื่อนร่วมงานทุกคนยังกลับไปแล้วนอกจากคุณ (ผู้ดันทุรังอยู่ดึกเพราะคิดว่าจะคิดทฤษฏีอะไรออกด้วยตนเอง– เหอะ ปริญญาเอกไม่ช่วยอะไรเลยจริง ๆ )

                 คุณกำลังวาดรูปทรงที่ดูคล้ายอัณฑะอย่างประหลาดใกล้ริมฝีปากของวินเธอร์โซลเยอร์ แต่ดันถูกขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกที่เสียดแทงคุณไปถึงกระดูกสันหลัง ทำเอาคุณขนลุกซู่ ” เรานึกว่านักวิทยาศาสตร์กลับกันไปแล้วเสียอีก”

                กษัตริย์ราชอณาจักรวากันดากำลังยืนอยู่ตรงหน้าคุณ ชุดสูทสั่งตัด เนกไทผ้าไหม และแสงจันทร์จากข้างนอกสะท้อนลงบนผิวสีนิลเหมือนมงกุฎ อุณหภูมิในห้องรู้สึกเหมือนจะลดต่ำลงเมื่อเขาก้าวเข้ามาในห้อง ฝีเท้าเบาเฉียบ ประตูไม่ส่งเสียงให้คุณรู้ตัวว่ามันถูกเปิดเสียด้วยซ้ำ แม้กระทั่งอากาศรอบตัวก็ดูจะหนักอึ้งขึ้น ที’ชัลลา มีแรงโน้มถ่วงที่ต่างไปจากคนอื่นรอบตัวเขา รัศมีของเชื้อพระวงศ์ ทั้งมีชั้นเชิงและสูงส่งในแบบที่คนธรรมดาอย่างคุณได้แต่จินตนาการถึงเท่านั้น

                คุณทำงานที่นี่มาได้หลายสัปดาห์แล้ว รู้ตัวดีว่าคุณกำลังทำงานรับใช้กษัตริย์ของคุณ ในแล็บส่วนพระองค์ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่คุณรู้ซึ้งถึงความหมายของหน้าที่นี้จริง ๆ เขาเป็นเจ้าของตึกนี้– ไม่สิ– แผ่นดินนี้ เขาเป็นเจ้าของพื้นที่คุณเหยียบ เก้าอี้ที่คุณนั่ง ปากกาที่คุณเหน็บไว้ข้างหู เงินเดือนที่คุณพึ่งเผลอใช้ไปซื้อเต่าเพราะควบคุมตัวเองไม่ได้ก็ด้วยเช่นกัน เต่าตัวนั้นด้วย

                “ฝ่าบาท” คุณสำลักมากกว่าพูด สายตาและศีรษะก้มลงต่ำ คุณคิดว่าตนเอกำลังพยายามโค้ง แต่มันคงดูตลกมาก

                ที’ชัลลาปราดตามองคุณเหมือนคุณเป็นแค่เฟอร์นิเจอร์ในห้องแล็บ เขาไม่ได้กำลังดูถูกคุณ เขาแค่รู้ซึ้งดีถึงความสำคัญของตนเองและความเล็กกระจ้อยร่อยของผู้อื่นมาตลอดทั้งชีวิต ไม่ใช่ในแง่ของการเหยียดหยาม แค่ข้อเท็จจริง เหมือนพูดว่า พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก ตกทางตะวันตก มันคือวิถีของโลก เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เริ่มแรก

                “เราหวังว่าการวิจัยกำลังเป็นไปอย่างราบรื่น” แต่อย่างน้อยเสียงของเขาก็ยังอ่อนโยน ไม่ได้แข็งกร้าว เขาสุภาพ อำนาจหยดลงจากทุกคำศัพท์ในขณะที่เขาก้าวจากประตู เข้าใกล้คุณ เข้าใกล้ตู้แช่แข็งที่เก็บรักษาวินเธอร์โซลเยอร์

                คุณยิ้มเล็กน้อย กำลังจะกล่าวขอบคุณและกำชับว่าเขาไม่จำเป็นต้องห่วง–

                แล้วคุณก็นึกขึ้นได้ว่ามีอวัยวะเพศชายที่วาดได้แย่มากอยู่บนหน้าวินเธอร์โซลเยอร์

                คุณไม่ได้ห้ามเขาหรือเดินเอาตัวบังกระจก จะบ้าเหรอ ทำอย่างนั้นได้ยังไง คุณมั่นใจว่ากิริยาไม่เหมาะสมเช่นนั้นน่าจะทำให้คุณติดคุกตลอดชีวิต คุณได้แต่หลบทางให้เขา ก้มหน้า จากนั้นก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ ถูกแช่แข็งพอ ๆ กับคนในตู้ข้าง ๆ คุณ ที’ชัลลาเห็นแน่นอน ไม่มีทางเลยที่เขาจะไม่เห็น คุณวาดมันใหญ่เสียขนาดนั้น คุณอยากจะตบหน้าตนเอง หรือไม่ก็แทรกแผ่นดินหนี ความเงียบในห้องน่าอึดอัดเสียยิ่งกว่าเดิมอีก เยี่ยม คุณกำลังจะถูกไล่ออกหรือไม่ก็โดนจับเพราะมืออยู่ไม่สุก

                หลับตาลงเหมือนรอสายฟ้าฟาด คุณยืนตัวเกร็งรอความตาย แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                คุณลืมตา เงยหน้าจากพื้น แค่เล็กน้อยให้พอสุภาพ และเห็น.. นั่นรอยแสยะยิ้มรึเปล่า ที’ชัลลามองคุณอยู่ และคุณสาบานได้ว่ามุมปากของเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย คุณไม่ใช่คนอ่านสีหน้าเก่งอะไร แต่ในทุกรูปภาพและทุกครั้งที่คุณเห็นเขาภายในแล็บ สีหน้าของเขาเรียบสนิทอยู่เสมอ มันจึงเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ง่ายเมื่อเขา.. ยิ้ม

                “การแก้แค้นไม่นำมาซึ่งผลประโยชน์” คุณไม่เข้าใจในทันทีว่านั่นเป็นมุก จนกระทั่งรับรู้ว่าที’ชัลลากำลังพยายามกลั้นหัวเราะ เขาไม่ได้ตัวสั่นงันงกหรือยกมือกุมท้องอะไรหรอก แต่ริมฝีปากของเขาเผยอขึ้นเล็กน้อย ทำให้คุณเห็นช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างซี่ฟันคู่หน้าของที’ชัลลา มันช่างเป็น.. ข้อบกพร่องเล็กน้อยที่ทำให้ชายตรงหน้าดูเป็นมนุษย์ขึ้นมากหลายเท่า

                “มัน.. มันไม่ใช่.. การแก้แค้น” คุณละล่ำละลัก ลูบแขนตนเอง รู้สึกหน้าร้อนผ่าวไปหมด

                “การตัดสินใจของเราทำให้เจ้าเคืองขุ่นรึเปล่า ให้ที่พักพิงกับชายที่สังหารกษัตริย์ของเจ้า?” ที’ชัลลาเอ่ยถาม

                คุณรีบปฏิเสธทันที หลบหนีจากคำกล่าวอ้างหรือความเข้าใจผิดที่ที’ชัลลาอาจจะมีเหมือนมันเป็นกับดัก ซึ่งก็เป็นคำเปรียบเทียบที่ตรงตัวอยู่ คุณต้องระวังทุกคำพูดในบทสนทนานี้ “การตัดสินใจของฝ่าบาทสำคัญที่สุด”

                “เราต้องการที่จะรู้ความคิดเห็นของเจ้า”

                มันเป็นการเรียบเรียงประโยคที่แปร่งหู เขาไม่ได้พูดว่าคุณสามารถซื่อสัตย์กับเขาได้ เขาไม่จำเป็นต้องพูด คุณต้องซื่อสัตย์ต่อกษัตริย์ของคุณเสมอ เขาไม่ได้สั่งว่าคุณต้องบอกเขาว่าคุณคิดเช่นไร แค่พูดว่าเขาต้องการได้ยินอะไรจากปากคุณเท่านั้น แต่มันก็ยังฟังดูเหมือนคำสั่งอยู่ดี ทุ้มต่ำเสียจนคุณได้ยินเสียงมันสั่นด้วยน้ำหนักที่เจ้าของเสียงแบกรับไว้บนบ่า

                “การตัดสินใจของฝ่าบาทสำคัญที่สุด” คุณย้ำอีก แต่ขนาดคุณเองยังไม่ค่อยเชื่อคำพูดตนเองเลย “สำคัญกว่าความคิดเห็น หรือความรู้สึกที่เราอาจจะมี.. เราทุกคนไม่ควรจะตั้งคำถามกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย”

                ที’ชัลลาดูไม่เชื่อคุณเท่าไหร่นัก ก็ไม่แปลกหรอก ระหว่างคุณสองคน เขาเป็นฝ่ายที่ไม่มีอะไรให้ต้องพิสูจน์

                “..มันแค่ยากที่จะเข้าใจ ก็เท่านั้น” คุณสมทบ หลังจากความเงียบชั่วอึดใจ “ชายคนนี้สังหารบิดาฝ่าบาท”

                นั่นเป็นข้อเท็จจริงที่คุณไม่จำเป็นต้องชี้ให้ที’ชัลลาเห็น แต่ มันทำให้คุณประหลาดใจ ที’ชัลลาหันไปมองวินเธอร์โซลเยอร์ราวกับว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นอีกฝ่ายเต็ม ๆ ตา หรือเป็นครั้งแรกที่เชื่อมต่อจุดสองจุดเข้าด้วยกัน– แต่เมื่อเขากระพริบตา ทั้งหมดนั้นก็หายไป กลับมาเป็นท่าทีเงียบขรึมและไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งรอบข้างเช่นเคย

                “ไม่ใช่” ที’ชัลลาเกริ่น แต่แล้วก็หยุดไปกลางคัน เหมือนเขาเปลี่ยนใจอะไรขึ้นมา “..เขาถูกล้างสมอง”

                คุณกัดริมฝีปาก “ฝ่าบาท.. โกรธรึเปล่า”

                มันช่างเป็นคำถามที่งี่เง่า พอคุณมาคิดดูแล้ว ดูไร้สาระด้วยสิ การกล่าวหากษัตริย์แห่งวากันดาว่ามีอารมณ์แสนพื้นฐานอย่าง โกรธ เนี่ย แม้กระทั่งในวงการวิทยาศาสตร์ อารมณ์มนุษย์ดิบ ๆ อย่างความโกรธก็ไม่ค่อยจะได้รับความเคารพเท่าไหร่นัก และอีกอย่าง พ่อเขาถึงตาย ให้ตายสิ (เลือกคำสบถได้แย่) แน่นอนว่าเขาต้องเสียใจ โกรธ แค้น

                ที’ชัลลาละสายตาจากวินเธอร์โซลเยอร์หันมามองคุณ คางเชิดขึ้นสูง “สักพักหนึ่ง ใช่ เราโกรธ”

                คุณไม่แน่ใจนักว่าควรตอบกลับไปว่าอะไร กษัตริย์ราชอณาจักรวากันดาคงไม่ต้องการคำปลอบใจจากคุณ

                “แต่เราต้องไม่ให้อารมณ์สำคัญไปกว่าเหตุผล หรือ อย่างที่เจ้าว่า–” ที’ชัลลาผายมือออกสองข้าง “หน้าที่”

                คุณยิ้มแห้ง ๆ ตอบกลับ

                “นี่ก็ดึกมากแล้ว เพื่อนร่วมงานของเจ้ากลับบ้านไปกันหมด” ที’ชัลลาขมวดคิ้ว “เวลางานของเจ้าไม่พอหรือ”

                … โอ้ เขาเป็นห่วงจริง ๆ คุณ.. ไม่ประหลาดใจเสียทีเดียว ออกแนวอึ้งมากกว่า กษัตริย์ที’ชากาเป็นผู้มีเมตตาและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่แปลกที่ทายาทของเขาเองก็จะมีนิสัยนี้ แต่มันมีข้อแตกต่างระหว่างการอ่านข่าวเห็นกษัตริย์ของประเทศตนเองสร้างโรงเรียนเพื่อผู้ยากไร้ กับถูกเขาถามว่ารายได้ต่อชั่วโมงไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายหรือ คุณถึงได้ต้องอยู่ทำโอที และถ้าคุณมีเงินมากจัดจนเอาไปซื้อเต่าเล่นได้ นั่นแปลว่าเงินเดือนที่คุณได้รับจากการทำงานที่นี่นั้นมากเกินพอ– เกินควร

                คุณตอบกลับไปว่ามันไม่ใช่เรื่องนั้น คุณพอใจกับการทำงานที่นี่ คุณแค่อยู่ดึกเพราะคิดว่ามีทฤษฏีที่อาจฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดจากการล้างสมองของไฮดราได้ พอบอกไปอย่างนั้น ที’ชัลลาก็สนใจขึ้นมา คุณเลยได้นำเสนอทฤษฏีของคุณให้เขาเห็น มันไม่ได้ปราดเปรื่องหรืออัจฉริยะอะไรหรอก แต่การที่กษัตริย์ของคุณสนอกสนใจในงานที่คุณทำ มันช่างเป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อ แต่หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก เลขาของเขา (สาวตัวสูงผู้สวมเครื่องประดับทองแท้และแต่งหน้าทาเล็บด้วยเฉดสีเดียวกัน) ก็เข้ามาในห้อง พาเขากลับไปทำหน้าที่ที่เธอไม่เสียเวลาบอกว่าคืออะไรต่อหน้าคนไร้ความสำคัญเช่นคุณ

                คุณกลับบ้าน ให้อาหารเต่า และหลับโดยไม่ฝัน ถึงแม้เวลานอนจะดึกดื่นและชั่วโมงที่ได้นอนจะน้อยนิด คุณกลับไม่รู้สึกซังกะตายตอนตื่นเหมือนปกติ ออกจะรู้สึกดีด้วยซ้ำ คุณเข้าทำงานตรงเวลาเป๊ะ ในมือถือแก้วกาแฟ และเสียงแรกที่คุณได้ยินเมื่อก้าวเข้าประตูคือเสียงเพื่อนร่วมงานของคุณ ถามทุกคนในห้องว่า “ใครวาดกระดอบนหน้าวินเธอร์โซลเยอร์วะ”



            “นี่มันบ้าบอสิ้นดี” เพื่อนร่วมงานของคุณโพล่งขึ้นระหว่างพักเที่ยง เสียงของเขาดังพอ ๆ กับที่เขาไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็น “เราไม่ควรจะแช่แข็งเขาไว้แบบนี้ ไร้ประโยชน์มาก เราควรจะนำเขามาทดลอง”

                โอจอห์เรห์เป็นนักจิตวิทยา อย่าสับสนกับจิตแพทย์ เขาไม่ได้มาทำงานที่นี่เพราะต้องการจะรักษาใคร คุณไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าความเชี่ยวชาญของเขาสามารถนำมารักษาใครได้ ต่อให้เขาต้องการก็ตาม ซึ่งในกรณีนี้ไม่ใช่ เขาเชี่ยวชาญเรื่องสะกดจิต ชำแหละสมองคนออกมาทีละส่วนแล้วดูว่าตรงไหนติ๊ก ไม่ต่างอะไรกับพวกที่ล้างสมองวินเธอร์โซลเยอร์ ต่างกันแค่เขาเลือกอยู่ถูกฝัง และ เท่าที่คุณรู้ เขาจงรักภักดีต่อประเทศ ถึงแม้จะแสดงความคิดเห็นเผ็ดร้อนมากมายก็ตาม เช่นครั้งนี้

                “มันเป็นตัวเลือกของเขา” เพื่อนร่วมงานหญิง–คนนี้เป็นแพทย์–เถียง “เขาไม่ต้องการถูกใช้ไปทำร้ายใครอีก”

                โอจอห์เรห์ดีดนิ้ว “ความรู้สึกผิด นั่นไง น่าสนใจเป็นบ้า แทนที่จะมาคอยหาวิธี ดูสมองเขาตอนเขาตายทั้งเป็นดี ๆ นี่เอง– เราควรจะทำการทดสอบ! รหัสชุดนั้น ที่ใช้สะกดจิตวินเธอร์โซลเยอร์ ฉันมั่นใจว่าฉันสามารถดัดแปล–”

                “มันเสี่ยงเกินไป จำไม่ได้หรือว่าเกิดอะไรขึ้นตอนที่เขาถูกสะกดจิต”

                “แล้วไง ถ้าเธออยากจะวิจัยแบบปลอดภัย กลับบ้าน” โอจอห์เรห์กลอกตา จิ้มผักกาดจากจานสลัดเข้าปาก “วิทยาศาสตร์อะไรกันไม่มีความเสี่ยง หือ นั่นพื้นฐานเลยไม่ใช่หรือ เราสร้างสมมติฐาน เราทดลอง แล้วเราก็จดผลลัพธ์”

                “เรากำลังพูดถึงมนุษย์คนหนึ่งอยู่ โอจอห์เรห์ ถ้าล้มเหลว ไม่ใช่แค่เขา เรา..”

                เธอไม่จำเป็นต้องพูดให้จบประโยค ทุกคนอ่านข่าว และทุกคนเห็น

                “พวกนั้นถูกจ้างมาไว้ทำไมล่ะ” นักจิตวิทยาหนุ่มชี้ออกไปนอกประตูกระจก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่างบึกบึนยืนอยู่ข้างหน้า มือถืออาวุธ ตัวสวมเกราะกันกระสุน “เอาพวกมันเข้ามาคุมการทดลอง ไม่เห็นยากเย็นตรงไหน”

                “คิดว่ายามจะมีปัญญาสู้กับนักฆ่าฝีมือระดับนี้เหรอ”

                “โอเค งั้น แบล็กแพ็นเธอร์ล่ะ ว่าไง”

                คุณขมวดคิ้ว “จะไปหาเขามาจากไหน”

                “เรามีรูปปั้นเสือดำขนาดเท่าตึกอยู่หน้าแล็บ ฉันไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ”

                “นายกำลังพูดถึงอะไรไม่ทราบ” แพทย์สาวเอ่ยขึ้นสวน

                “นี่อาจจะไม่ใช่ทฤษฏีสมคบคิดที่นิยมนัก แต่ทนฟังฉันหน่อยนะ” โอจอห์เรห์ยิงฟัน วางช้อนส้อมลง ถูสองมือไปมา “แบล็กแพ็นเธอร์เป็น.. หุ่นยนต์สร้างจากไวเบรเนี่ยม! ถูกสร้างขึ้นในแล็บ–นี้!–เพื่อรับใช้กษัตริย์องค์ปัจจุบัน!”

                ….

                “หุ่นยนต์ เอาจริงดิ”

                “แล้วถ้าไม่ใช่หุ่นยนต์ เขาจะอยู่มานานขนาดนี้ได้ยังไง ถ้าเป็นคนจริงเขาต้องตายไปแล้ว ตำนานนับศตวรรษ..”

                “นี่งี่เง่า” เพื่อนร่วมงานหญิงของคุณถอนหายใจเฮือก “เราไม่ควรจะมานั่งเมาท์เหมือนเด็กมัธยมปลาย”

                “เห็นด้วย” คุณตอบ

                “รู้ไหมเราควรจะทำอะไร อย่างแรกเลย เราควรเริ่มกินมังสวิรัติเพื่อสภาพแวดล้อมวากันดา” โอจอห์เรห์ชี้นิ้วไปยังสลัดผักของเขา “จากนั้นเราก็ควรจะยื่นข้อเสนอให้ฝ่าบาทตัดสิน ขอให้ท่านอนุญาตการปลุกวินเธอร์โซลเยอร์–”

                คุณทั้งสองลุกจากเก้าอี้ หยิบข้าวกล่องเดินออกจากห้องพักก่อนที่จะได้ยินโอจอห์เรห์พูดจบประโยค ไม่ใช่เพราะว่าทฤษฏีของเขามันไม่ได้เรื่องหรือเพื่อนร่วมงานสาวของคุณเกลียดหน้าเขา ทุกคนแค่เลิกฟังตั้งแต่เขาพูดว่า “มังสวิรัติ” เฉย ๆ

                มันไม่ทำให้ใครประหลาดใจเมื่อโอจอห์เรห์ยื่นเรื่องขออนุญาตจริง ๆ มีอยู่น้อยสิ่งที่เขาจะไม่ทำ ต่อให้จะประกาศมันก่อนหรือหลังก็ตามแต่ เขาเรียบเรียงทฤษฏีของเขาอย่างดี พิมพ์ลงกระดาษจัดเรียงอย่างสวยหรู มีข้อมูลอ้างอิง มีจดหมายจากผู้แนะนำ มีหลักฐานมากมายที่สนับสนุนไอเดียของเขา มันออกมาหนาเตอะและเป็นทางการเสียจนคุณเองยังคิดว่าที’ชัลลาจะอนุญาต เพราะโอจอห์เรห์ไม่ทิ้งช่องว่างให้ถกเถียงว่าความคิดของเขามันเห่ย เขาอธิบายทุกอย่าง ตอบทุกคำถามที่คุณอาจมี

                มันจึงทำให้ทุกคนประหลาดใจเมื่อเขาถูกปฏิเสธ ที’ชัลลามาถึงแล็บด้วยตนเอง พูดชัดเจนว่า “เราอนุญาตไม่ได้”

                คุณสาบานได้เลยว่าคุณเห็นโอจอห์เรห์ตายตรงนั้น “ฝะ.. ฝ่าบาท ด้วยความเคารพ..”

                ที’ชัลลาไม่ขัด ปล่อยให้โอจอห์เรห์อธิบายตนเอง ซึ่งก็เป็นคำอธิบายพื้น ๆ รูปแบบเดิมนั่นแหละ เขาสามารถได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่า และถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยง มันก็เป็นความเสี่ยงที่คำนวณมาแล้วและสามารถควบคุมได้ (“อย่างที่อธิบายไว้ในหน้ายี่สิบสอง”) ต้องนับถือเขานะ หลายคนคงไม่กล้าพูดขนาดนั้นต่อหน้า– โอ้ ไม่รู้สินะ– พระมหากษัตริย์

                “เราไม่สงสัยว่าวิธีของเจ้าสามารถได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่า” ที’ชัลลาอธิบาย น้ำเสียงเรียบสนิท “แต่นี่ไม่เกี่ยวกับเจ้า”

                ถ้าก่อนหน้านี้โอจอห์เรห์ยังไม่ตาย ตอนนี้เขาก็ตายแล้วเรียบร้อย ลาก่อน ยืนไว้อาลัยสามวินาที

                “มันไม่เกี่ยวกับเราคนไหนทั้งนั้น” เขาพูดต่อ ผายมือออกไปทางวินเธอร์โซลเยอร์ ทุกก้าวย่างของเขาเปลี่ยนสมดุลภายในห้อง “มันเกี่ยวกับเขาและความต้องการที่เขาทิ้งท้ายไว้ เราต้องเคารพความต้องการนั้น จนกว่าเราจะหาวิธีลบล้างสิ่งที่ไฮดราทำต่อเขาได้ นี่คือสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดต่อตัวเขา และทุกคน นั่นคือสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงไว้เสมอ”

                “นี่คือสถานที่พักพิง ที่ลี้ภัยสงคราม เราต้องการมอบความสงบสุขให้แก่ผู้ตกเป็นเหยื่อ สิ่งที่เราไม่สามารถมอบให้ท่านพ่อ” เขาหยุดเดิน สายตาคมกริบเล็งไปที่โอจอห์เรห์ คุณเคยได้ยินประโยคที่ว่าสายตาสามารถฆ่าคนได้มาก่อน แต่พึ่งเคยเห็นจริง ๆ เป็นครั้งแรก “ถ้าหากนั่นหมายความว่าผลลัพธ์จะช้าลง หรือเราต้องเลือกหนทางที่ยากกว่า ก็ต้องเป็นไปเช่นนั้น”

                ไม่มีช่องว่างให้ถกเถียงหรือพูดอะไรต่อ มันแปลได้เป็นหนึ่งคำสั้น ๆ ‘ไม่’ แต่ที’ชัลลาก็ยังคงสุภาพ พูดต่ออย่างนุ่มนวล “เราเห็นว่าเจ้า มันคงไม่เป็นการให้เกียรติหากเราส่งคำปฏิเสธผ่านเลขา” หยั่งกะว่าเขาจำเป็นต้องให้เกียรติโอจอห์เรห์

                โอจอห์เรห์โค้ง กล่าวขอบคุณแล้วก็บอกว่าเขาซาบซึ้งแค่ไหน บลา บลา บลา คุณกำลังจะกลอกตา แต่แล้วดันเห็นเข้าว่า.. นี่เขากำลังมองคุณอยู่รึเปล่า ที’ชัลลาละสายตาจากนักจิตวิทยาหนุ่มหันมาสบตา.. คุณ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตีความว่านั่นหมายความว่ายังไง คุณเผลอทำหน้าไม่สุภาพขึ้นมางั้นเหรอ หรือว่าคุณแต่งตัวไม่เหมาะสม–

                “ทฤษฏีของเจ้า” ที’ชัลลาเกริ่น ทำเอาหัวใจของคุณตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม อย่าบอกนะว่าเขากำลังจะทำในสิ่งที่คุณกำลังคิดอยู่ โอ้ ไม่– “สังเกตการทำงานของสมองวินเธอร์โซลเยอร์ระหว่างช่วงหลับฝัน? เรามองว่ามันน่าสนใจมาก”

                มันฟังดูหน่อมแน้มมากต่างหาก มากเสียจนคุณโพล่งออกไปได้แค่ว่า “เอ่อ”

                “เจ้าอยากจะแบ่งปันทฤษฏีนั้นกับเพื่อนร่วมงานรึเปล่า”

                มันอาจจะฟังดูเหมือน– แต่มันไม่ใช่คำถาม

                “นั่น.. นั่นคงเป็นเกียรติอย่างยิ่ง.. เอ่อ..”

                คุณเรียนจบทางด้าน “วิทยาศาสตร์” ซึ่งเป็นวิธีการพูดอย่างสุภาพว่าคุณเลือกความเชี่ยวชาญสักด้านหนึ่งไม่เป็น คุณเก่งตรงนู้นนิด ตรงนี้หน่อย ไม่เคยถึงขั้นอัจฉริยะในสักด้าน แต่มากพอที่จะได้ใบปริญญาและให้ตำแหน่งคุณในแล็บส่วนพระองค์ ขัดจากเพื่อนร่วมงานของคุณที่ล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มือหนึ่งในแต่ละสาขาความถนัด ไม่มีใครเทียบ แต่ตอนนี้คุณ คนที่ทำงานเป็น “ผู้ช่วยและ/หรือตัวแทนของคนอื่น” ดี ๆ นี่เอง ดันได้พูดเกทับพ่อนักจิตวิทยาคนเก่งในห้อง

                คุณคิดว่าคุณทำได้ดีนะ หลังจากหัวใจเต้นเป็นปกติและเรียบเรียงคำพูดได้ดีจนเลิกติดอ่าง มันก็ไม่ต่างไปกับการนำเสนองานตอนเรียนมหาวิทยาลัย ต่างกันแค่คุณกำลังนำเสนอมันต่อหน้า– โอ้ ไม่รู้สินะ– พระมหากษัตริย์และผู้เชี่ยวชาญที่รู้ดีกว่าคุณเป็นล้านเท่า แต่ทุกคนก็ดูไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไร ไม่มีใครมองว่าคุณกำลังทำให้เขาเสียหน้า ยกเว้นโอจอห์เรห์

                ทันทีที่คุณสองคนมีเวลาพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว เขาก็แสดงความไม่พอใจให้คุณเห็นเด่นชัด ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องหลบซ่อนมันเพื่อมารยาทหรือความเป็นมืออาชีพ คุณไม่แน่ใจนักว่าคุณโทษเขา หลังจากทฤษฏีของเขาพึ่งจะโดนเขี่ยตกหิ้งได้ไม่ถึงสามวินาที คุณดันมีหน้าพูดนำเสนอของตนเองต่อหน้าสาธารณชน  ด้วยเหตุผลนั้น คุณจึงปล่อยให้เขาบ่น

                “ที่นี่มีกฎของมันอยู่” เขาเริ่ม ตาขวางเชียวล่ะ แต่คุณมองผมเดร็ดล็อกของเขาที่แกว่งไปแกว่งมามากกว่าสบตากับเขา “มันมีระบบอาวุโส มันมีการให้เกียรติกันและกัน และฉันอยู่ที่นี่มานาน นานมาก นานยิ่งกว่า.. พวกมือใหม่สมัยนี้”

                คุณขมวดคิ้ว “ประเด็นของคุณคือ..”

                “ถ้ามือใหม่ที่ว่ามองข้ามกฎเหล่านั้นไป มันอาจจะจบไม่สวยเท่าไหร่นัก”

                “นี่คุณกำลัง.. ข่มขู่อยู่อย่างนั้นหรือ”

                โอจอห์เรห์พ่นลมหายใจพรืด “ไม่รู้สิ ทำไมไม่ตีความเอาเองแล้วบอกฉันล่ะ”

                ประโยคโคตรหาเรื่อง แต่ไม่ทันได้เรื่อง เขาก็เดินหนีไปเสียก่อน หมุนตัวบนส้นเท้า หันขวับกลับไปในห้องทดลอง ทิ้งให้คุณได้แต่มองตามหลังเขาไป เสื้อคลุมแล็บสะบัดเหมือนผ้าคลุม คุณคิดอะไรไม่ออก บางทีอาจจะไม่มีอะไรให้คิด เขาอาจจะขู่ อาจจะ แต่เขาจะทำอะไรคุณได้? ในกรณีเลวร้ายที่สุดน่ะ? ขัดขาคุณกระมัง หรือไม่ก็แทนที่นมวัวในตู้เย็นด้วยนมถั่วเหลือง

                คุณเดินกลับไปทำงาน และถ้าคุณเห็นที’ชัลลาจากหางตา คุณก็ไม่คิดว่าเขาได้ยินบทสนทนาระหว่างคุณ (คิดว่านะ)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s