Kick the puppy

เขียนถึงตัวละครจากนิยายที่เราวางแผนอยากจะเขียน ตอนทั้งคู่เจอกันครั้งแรก 6k words
WARNING: Gender dysphoria (เราไม่รู้ว่าจะแปลยังไงวุ้ย ใครรู้คำไทยบอกเรา)ตัวละคร trans ถูกเรียกด้วยสรรพนามผิด ๆ (Misgendering) , ตัวละคร trans ถูกเรียกด้วยชื่อผิด ๆ (Deadnaming), very brief Implication of domestic abuse, และคนเขียน bullshit เรื่องข้อมูลปืน

ปล. ธีมก็ยังเบี้ยวอยู่ดี เมื่อไหร่เราจะเป็นอิสระจากเวิร์ดเพรส



ธัญเทพทำตัวสมคำเล่าลือเสียจนเธอประหลาดใจ มันเหมือนเขาจงใจปฏิบัติตัว พูดจา และรักษาภาพลักษณ์ให้เป็นไปตามที่ผู้คนนินทาลับหลัง ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก เพราะเรื่องเล่าเกี่ยวกับเขามักจะถูกใส่สีตีไข่ปรุงแต่งให้เหนือความเป็นจริงเสมอ บางเรื่องเป็นแค่เทพนิยายดี ๆ นี่เอง– ประเภทที่ถูกเขียนในหมึกสีดำขาวบนกระดาษชุ่มเลือด และมักถูกอ้างว่าเป็น “ต้นฉบับ” เพราะว่ามันบิดเบี้ยวและผิดศีลธรรม เพราะว่ามันโหดร้ายจนสามารถกลายเป็น “ความจริง”

แต่ ถึงแม้ว่ามันจะฟังดูเป็นไปไม่ได้แค่ไหน ธัญเทพก็เหมือนกับคำร่ำลือทุกประการ เหมือนฉายาปีศาจที่คนมอบให้เขา แค่เครื่องมือของบุคคลปริศนาผู้ชักไยอยู่เบื้องหลัง นักฆ่ารับจ้างผู้ไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อยเมื่อปลิดชีวิตมนุษย์ด้วยกัน เขามีรูปร่างหน้าตาเหมือนหมาล่าเนื้อ ดุร้าย กระหายเลือด เขี้ยวเล็บไม่เคยถูกตัด ผอมโซ ปกคลุมไปด้วยรอยแผลเป็น ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนและกักขังไว้ในกรงล่องหน ทำตามคำสั่งโดยไม่ตั้งคำถาม ธัญเทพรู้ตำแหน่งของตนเองดีในฝูง

เขาไม่ใช่คนหล่อเหลาเลยแม้แต่น้อย เธอไม่ได้รู้สึกดึงดูดถึงเขาตั้งแต่แรกเห็น– อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในทางเพศ เมื่อเห็นผู้ชายร่างสูงโปร่งพร้อมรอยยิ้มบาดใจ เธออยากจะจูบเขา อยากจะเปลื้องผ้าเขาออกช้า ๆ ทีละกระดุม แต่กับธัญเทพ มันไม่ใช่อย่างนั้น การได้เห็นเขาดึงความรู้สึกจากด้านที่อ่อนแอกว่าของเธอออกมา ทั้ง ๆ ที่เธอคิดว่าตนเองขุดหลุมฝังมันไปนานแล้ว ด้านนี้ของเธอมักจะใจอ่อนเสมอเมื่อเห็นหมาจรจัดและอยากเก็บมันมาเลี้ยง มอบบ้านดี ๆ ให้มัน เพราะเธอรู้ดีว่าเธอมีความรักเหลือเฟือพร้อมเผื่อแผ่ เพราะเธอรู้ว่าเธอสามารถดูแลเขาได้ดีกว่าไอ้หอกผู้เป็นเจ้าของเขาอยู่ตอนนี้

“นี่คุณกินข้าวบ้างรึเปล่า” เธอโพล่งออกไปจนได้ เธอห้ามตัวเองไม่ได้จริง ๆ

ธัญเทพหันมามองเธอ งุนงง ดวงตามืดทึบของเขาสะท้อนให้เห็นแสงฟลูออเรสเซนต์ของลานจอดรถ

ตอนนั้นเป็นเวลาสองทุ่มตรง ทั้งคู่กำลังยืนอยู่ในลานจอดรถของบริษัทที่อ้างว่ามันออกแบบงานสถาปัตยกรรม แต่รถขับเข้าออกทุกวันกลับไม่ใช่รถของพนักงาน ผลงานทั้งหมดบนเว็บไซต์เป็นของปลอม ส่วนรถของเธอก็เป็นรถ “ครอบครัว” ประเภทที่โฆษณาว่าสามารถใส่ของได้มากมายสำหรับคุณสามี ภรรยา และลูกอีกสามจุดห้าคน เธอจะอ้างกับด่านตรวจว่าเธอมีของ “สำคัญ” อย่างกระดานโต้คลื่น กระติกน้ำแข็งขนาดกลาง และกระดานวาดรูปของลูกชายผู้มีหัวศิลปินสุด ๆ

ในความเป็นจริงบริษัทนี้แค่เป็นฉากหน้าฟอกเงิน ลับหลังทำธุรกิจผิดกฎหมายสารพัด และในความเป็นจริง ลูกชายของเธอก็ไม่ได้มีหัวศิลปิน เธอไม่มีลูกชายด้วยซ้ำ หลังรถของเธอเต็มไปด้วยอาวุธมากมาย คุณร่ายรายชื่อเถอะ เธอมีหมด ตั้งแต่ปืนพกไร้ทะเบียนตามรอยไม่ได้สำหรับคนอยากพกปืนไว้ “ป้องกันตัว” จนถึงไรเฟิลซุ่มยิงสำหรับคนอยาก “ล่าสัตว์” ถึงแม้ว่ามันจะเป็นปืนจากกองทัพ ไม่ใช่สำหรับครัวเรือน เธอรับประกันคุณภาพ เธอรับประกันความลับ

และธัญเทพก็กำลังซื้อปืนจากเธอ– ถ้าหากเธอเชื่อถือชื่อเสียงของเขา– ไปฆ่าไอ้หน้าไหนก็ตามที่กล้าขวางทางเจ้านาย หรือ ถ้าหากรอยคล้ำใต้ดวงตาของเขามีความหมายล่ะก็– เขาคงจะซื้อมันไปฆ่าตัวตาย

เธอไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย ใครจะเอาปืนเธอไปทำอะไรมันก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ เธอเป็นแค่คนลอบนำสินค้าผ่านด่าน เธอเป็นแค่คนกลาง เหมือนคนขายยาที่รับสินค้าจากแล็บมาแจกจ่ายให้เด็กติดยาอายุสิบห้าขวบครึ่งริมถนน แต่พอได้เห็นธัญเทพ ถือปืน แขนลีบ ๆ ของเขาไม่ควรจะยกปืนขึ้นเสียด้วยซ้ำ เธอกลับรู้สึกผิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกโดยไร้เหตุผล

ไม่ว่าธัญเทพจะเข้าใจเจตนาของเธอเช่นไร คิดว่าเธอถามเพราะความเป็นห่วงอย่างจริงใจ หรือแค่ต้องการล้อเลียนเพราะหุ่นอย่างเขาไม่น่าจะมีแรงไปสู้หรือไปฆ่าใครได้– อย่างน้อยเขาก็ตอบเธอ ด้วยคำตอบสุดงี่เง่า

“ช่วงนี้ผมยุ่ง” เขาบอก มันไม่ใช่ ไม่ หรือ ใช่ ด้วยซ้ำ แค่ความไม่แน่นอนที่หลุดออกมาจากริมฝีปาก เธอใช้คำว่า ‘หลุด’ เพราะมันไม่ฟังดูเหมือน ‘เปล่ง’ หรือ ‘เอ่ย’ เสียงของธัญเทพหลุดออกมาจากปากเหมือนหมาโดนเฆี่ยน สำเนียงอังกฤษแหบพร่าเพราะบุหรี่ที่เขายืนสูบอยู่ระหว่างรอเธอจอดรถ สองนิ้วคีบบุหรี่สั่นเทา และเธอมั่นใจว่าไม่ใช่เพราะความหนาว

เธอถอนหายใจแล้วปิดหลังรถใส่เขา เฉียดนิ้วมือไปแค่ไม่กี่คืบ เธอไม่ได้ปิดแรงเสียงดังปัง!ด้วยซ้ำ เธอถนอมรถตัวเองมากกว่านั้น แต่ธัญเทพก็ยังทำท่าตกใจอยู่ดี มีการสะดุ้งด้วยแหนะ “ผมเช็กของอยู่นะคุณ”

และ ‘ของ’ ที่เขาพูดถึงคือกระสุนเจาะเกราะ “ฉันจะไม่ขายอะไรให้คุณจนกว่าคุณจะกินข้าว”

เขาอึ้งไปเลย เธอต้องยอมรับ นั่นฟังดูประหลาดมากจากปากคนขายอาวุธ “คุณไม่ใช่พ่อผมนะ!”

“แถวนี้มีไดเนอร์อยู่ เขาเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง”

ธัญเทพขมวดคิ้ว– เขามีคิ้วที่สวยมาก เธอพึ่งสังเกต “ผมได้ยินมาว่าคุณไม่ตั้งคำถาม และไม่มีเงื่อนไข”

“ฉันพาคุณไปได้” เธออยากพาเขาไป เลี้ยงข้าวเขาสักมื้อ แล้ว ไม่รู้สิ ซื้อบ้านสักหลังในพอร์ทแลนด์

ธัญเทพไม่มีเหตุผลใด ๆ เลยที่จะต้องตอบตกลง จริงอยู่ อาวุธของเธอคืออันดับหนึ่ง ดีที่สุดเท่าที่คุณจะหาได้ แต่เธอก็เป็นแค่เซลแมนดี ๆ นี่เอง เขาสามารถไปหาซื้อจากคนอื่นได้ แล้วอาวุธก็จะยังคงมาจากแหล่งเดียวกัน แต่ธัญเทพกลับยืนอยู่อย่างนั้น พิจารณาข้อเสนอ บางทีเขาอาจจะหิว บางทีเขาอาจจะอยากได้ปืนภายในวันนี้ หรือบางทีเขาอาจจะแค่ว่างจัด

“โอเค” เขาตอบ ยิ้ม



ธัญเทพสั่งอาหารจากเมนูเด็ก (เขาถามพนักงานอย่างสุภาพก่อนด้วยว่าเขาสามารถทำอย่างนั้นได้รึเปล่า “เจ้านายจะว่าคุณไหมหากมีผู้ใหญ่สั่งจากเมนูเด็ก” แต่เมื่อพนักงานบอกว่าไม่เป็นไร เขาก็ยิ้มกว้างแล้วกล่าวขอบคุณ) ตอนนี้สองทุ่ม แต่เขาสั่งชุดเมนูอาหารเช้า  “แพนเค้กหน้ายิ้ม” ซึ่งประกอบไปด้วยแพนเค้กหนึ่งแผ่นขนาดยักษ์ กว้างเต็มจาน ใหญ่เท่าเค้กสามปอนด์ มีเบค่อนตัดเป็นลูกตา โค้งเป็นปากฉีกยิ้ม ตกแต่งด้วยวิปครีมล้อมรอบ เขามีเครื่องเคียงเป็นมักกะโรนีและชีสในถ้วยมีหูจับสองด้าน นมปั่นรสช็อกโกแล็ต และมันฝรั่งบดราดซอสเกรวี่ (เขาขอเปลี่ยนจากมันฝรั่งทอดเป็นมันฝรั่งบดโดยเฉพาะ)

ส่วนเธอสั่งเบียร์

“ผมไม่ยักรู้ว่าไดเนอร์เสิร์ฟเบียร์” เขาเคี้ยวอาหารกลืนลงคอเรียบร้อยก่อนถึงจะพูดถาม มีวิปครีมเปื้อนอยู่ตรงมุมปากของเขา ถัดจากรอยแผลเป็นที่ว่ากันว่าธัญเทพได้มาจากการสู้เสือมือเปล่า (น่าจะเป็นเรื่องแต่ง)

“บางที่เสิร์ฟ” เธอพึมพำตอบกลับ นึกว่าเธอควรจะบอกเขา หรือว่าเอื้อมมือไปเช็ดให้เลยที

บอกดีกว่า “ปากคุณเปื้อนแน่ะ”

“โอ้ ขอบคุณ” ธัญเทพเช็ดปากด้วยหลังมือ แล้วก็.. เช็ดมือกับกระดาษทิชชู่อีกที

เธอรู้ตัวดี การเปรียบเทียบธัญเทพกับสุนัขเริ่มจะฟังดูน่าขนลุกมากกว่าน่ารักแล้ว ณ จุดนี้ แต่เขาทานแพนเค้กเหมือนลูกหมาเลย ให้ตายสิ เธอเคยเอาอาหารไปให้หมาจรจัดใกล้อพาร์ทเมนท์ มันรีบทานใหญ่แบบนี้เลย ไม่ถึงกับมูมมาม แต่รีบเร่งเพราะกลัวว่าจะมีหมาตัวใหญ่กว่าวิ่งเข้ามาแย่งอาหารไป โอเค เธอควรเลิกเทียบเขากับหมา

“ผมยังไม่รู้ชื่อคุณเลย” ธัญเทพถาม ดวงตากลมโตเหมือน– ไม่ใช่หมา

เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แกล้งทำเป็นดื่มเบียร์ไม่ว่างตอบ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมบอกชื่อตนเองไป

“โรเจอร์ส” เธอควรรู้สึกชินชาได้แล้ว แต่มันก็ยังทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยใจอยู่ลึก ๆ เสียทุกครั้งที่ต้องแนะนำตัว

“โรเจอร์ส! ชื่อเท่ ผม ทัน–ยะ–เทพ แต่เรียกผมว่า ทัน เถอะ ไม่มีใครเรียกชื่อจริงผม” เขาวางช้อนส้อมลง หยิบเบค่อนชุ่มน้ำเชื่อมขึ้นมา ใช้มันตักวิปครีมออกจากแพนเค้กแล้วห่อชิ้นเนื้อรอบครีมเป็นก้อนกลม โยนเข้าปาก “ผมพยายามบอกให้ทุกคนเรียกผมว่า ‘ธัญน์เดอร์’ แต่ดันไม่มีใครทำตาม ทีพระเอกในหนังล่ะได้โค้ดเนมเท่ ๆ เท่สุดที่คนเรียกผมคือ ที.เอ็น. คุณล่ะ”

“ฉันไม่ชอบชื่อตนเองเท่าไหร่ ถ้าต้องพูดตามตรง”

ธัญเทพประหลาดใจมาก มันแสดงให้เห็นหมดเลยบนสีหน้า “อ้าว ทำไมล่ะ”

เธอหวังว่าจะบอกเหตุผลได้ แต่สุดท้ายเธอก็ตอบไปแค่ว่า “ฉันแค่ไม่ชอบ”

แต่นั่นดีพอสำหรับธัญเทพ “ผมเข้าใจ รสนิยมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน”

ทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยกันอีกหลังจากนั้น ธัญเทพเริ่มเล่นกับของบนโต๊ะ มือซุกซนไปทั่วจนเธอเริ่มสงสัยว่าเขาสูบบุหรี่เพราะต้องการหาอะไรให้ปากและมือทำมากกว่าเพราะเสพติดนิโคติน เขาเขียนลงบนกระดาษวาดรูปที่แถมมากับชุดเมนูเด็ก (“ปริศนาคำไขว้! ของโปรดผมเลย” และก็ “เขาวงกตรูปไอศกรีม ว้าว.. เดี๋ยว แล้วทางออกอยู่ไหนล่ะ ตรงโคนหรือ”) เขาเริ่มเล่นกับซอสบนโต๊ะ (“ซอส– ศรีราชา? ผมเห็นที่นี่เยอะกว่าที่ไทยอีก ฝรั่งเป็นบ้าอะไรกับซอสศรีราชานักหนาเนี่ย”) มันเกือบจะ.. น่ารัก

..เธอควรเลิกเปรียบเทียบนักฆ่ารับจ้างที่มีชื่อเสียงว่าเป็นคนเลือดเย็นกับสุนัขและคำว่าน่ารัก

เขาดูเหมือนชื่อเสียงของตนเองจริง ๆ ในตอนแรก ดวงตาไร้วิญญาณ ใบหน้าซูบผอมจนเห็นโหนกแก้มเด่นชัด รอยแผลเป็นบนใบหน้า บนฝ่ามือ บนคอ แต่ตอนนี้ ภายใต้แสงนีออนสีแดงเชอร์รี่ของร้านอาหาร มันยากที่จะเชื่อว่าชายตรงหน้ามีส่วนร่วมในเหตุการณ์สังหารหมู่ปีคริตสักราชสองพันเจ็ด ให้ตายสิ เขากำลังกินมักกะโรนีคลุกชีส

เฮ้อ จุดอ่อนของเธอคือผู้ชาย เธอไม่รู้จะทำยังไงกับเรื่องนั้นดี

“คุณจะเลี้ยงผมรึเปล่า” ธัญเทพถาม แต่เขาฟังดูเหมือนเล่นมุกมากกว่า

เธอตอบ “แน่นอน”

“หา เดี๋ยว ผมล้อเล่น คุณไม่จำเป็นต้อง–”

“ไม่เป็นไร ฉันเต็มใจ”

“ผมเกรงใจ มันไม่เป็นไร–”

ไม่เคยมีใครเสนอทำอะไรให้เขามาก่อนเลยรึยังไง ทำไมเขาถึงทำกับว่าการเลี้ยงมื้อ.. เย็น? เช้า? ดึก? ถึงเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนั้น เขาดูเสียใจจริง ๆ ที่ตนเองเล่นมุกไม่เข้าท่า รีบละล่ำละลักแก้ตัว เกรงอกเกรงใจ ควักกระเป๋าสตางค์ออกมาจ่าย (หนังสัตว์ปลอมสีน้ำตาล ไม่มีลาย ไม่มียี่ห้อ) แต่เมื่อเธอยืนกรานอีกว่าจะเลี้ยง เขาก็ยอมแพ้ในที่สุด ถึงแม้จะลังเล

“คุณมีน้ำใจมาก” เขาชม แต่ดันฟังดูไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก เหมือนเขาไม่รู้ว่าที่ตนเองพูดไปมันเหมาะสมรึเปล่า

… เธอชักจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไร “คุณรู้ใช่ไหมว่านี่ไม่ใช่การติดค้างหนี้บุญคุณ”

“สมมติว่าผมรู้”

“นี่ คุณดูเหมือนคนจรจัดไร้บ้านอดอยากไม่ได้กินข้าวมาเป็นสัปดาห์ ฉันเลยอยากเลี้ยงข้าวคุณ ก็แค่นั้น”

การด่าลูกค้าว่าเป็น “คนจรจัดไร้บ้านอดอยากไม่ได้กินข้าวมาเป็นสัปดาห์” ไม่ดีต่อธุรกิจเท่าไหร่นัก แต่ธัญเทพหัวเราะ



 

เมื่อทั้งคู่เจอกันเป็นครั้งที่สอง ธัญเทพดูแย่ยิ่งกว่าเดิมอีก เธอไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว สภาพของเขาดูเหมือนเสียน้ำหนักไปอย่างน้อยสิบกิโลกรัม สวมแว่นดำ ผูกผ้าพันคอ มีผ้ากอซติดอยู่บนหน้าผาก ซ้ำยังเดินขากะเผลก คราวนี้เขาไม่ได้สูบบุหรี่ แต่เธอได้กลิ่นขี้เถ้าฉุนจมูก และเมื่อเขายิ้มทักทายเธอ ฟันของเขาก็หายไปหนึ่งซี่

“คุณไปทำบ้าอะไรมา” เธอถาม แต่ขนาดเธอเองยังไม่อยากจะรู้รายละเอียดเลย

“อ๋อ งานน่ะ” เขาตอบ เหมือนมันเป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก และพอเขาถอดแว่นดำออกมาหนีบไว้ตรงคอเสื้อ เธอก็เห็นรอยช้ำรอบดวงตาขนาดใหญ่เท่าผลส้ม เลือดคั่งทั้งม่วงทั้งแดง “ไม่ต้องห่วง ผมสบายดี และผมพึ่งกินข้าวมา”

‘สบายดี’ หมอนี่ส่องกระจกบ้างรึเปล่า “เหรอ อะไรล่ะ”

“ฮอทด็อก เดินผ่านรถเข็นมา คนขายใส่หัวหอมให้ผมเยอะมาก

คราวนี้ เธอไม่ได้จอดรถไว้ตรงบริษัทเดิม แต่เป็นข้างร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมันแทน เธอขับรถตระเวนไปทั่วรัฐ ไม่เคยอยู่ไหนนาน ๆ จนเป็นที่ “ประจำ” เธอไม่มีตารางแน่นอน จับตัวยาก แต่ถ้าหากมีเส้นสายและมีข้อมูลที่ดีพอ การตามหาเธอและเอเจนท์ (เท่กว่า “เซลแมน” ขึ้นมาหน่อย) คนอื่น ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ธัญเทพเป็นหนึ่งในลูกค้าไม่มากที่สามารถหาสินค้าระดับนี้ได้ อาจเป็นเพราะชื่อเสียงของเขา หรือใครก็ตามที่ให้คำสั่งเขาอีกที จนถึงวันนี้เธอก็ไม่รู้ว่าใคร ไม่มีใครรู้

เธอคงจะถามเขาเล่น ๆ แต่.. พระเจ้า สภาพเขาดูไม่ได้เลย

ธัญเทพตัดบทเข้าเรื่อง “ของคราวที่แล้วเจ๋งมาก ผมต้องขอชม คุณมีอะไรใหม่ ๆ มาบ้างไหม”

เธอไม่ตอบ เปิดหลังรถให้เขาดูเอง

มันน่าอายมาก แต่หลังจากได้เจอกับธัญเทพ เธอก็.. พยายามหาสินค้าที่เขาอาจจะสนใจมาตุนไว้ เขาดูเหมือนเป็นประเภทควงปืนคู่ มีดพก ต่อสู้ระยะประชิด (ตามข่าวลือ) เธอเลยไปถ่อหาแม็กกาซีน ซองปืน สายสะพายปืน น้ำมันหล่อลื่น กระสุนรูปแบบต่าง ๆ ทั้งแบบตัดต่อพิเศษและแบบพื้นฐาน ซึ่ง งี่เง่าชิบ เธอต้องโละช็อตกันทิ้งไปหลายกระบอกแล้วเอาไปให้ “จอช” ขายแทน (คนประเภทไหนกันชื่อจอช) ไม่มีอะไรโรแมนติกน้อยไปกว่าพยายามจีบหนุ่มด้วยการหาปืนมาให้เขาซื้ออีกแล้ว

ธัญเทพพึมพำอะไรสักอย่างในภาษาที่เธอฟังไม่ออก ตามด้วย “นี่เจ๋งเป็นบ้า คุณนี่สมคำร่ำลือจริง ๆ ”

แล้วเธอดันหน้าแดง งี่เง่าอีกแล้ว ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของเธอด้วยซ้ำ เธอเป็นแค่คนขาย ไม่ใช่คนผลิต ไม่ใช่คนสั่งซื้อ เธอแค่รับสินค้าข้ามชายแดนแล้วขับรถไปมาตามสายถนนที่ถูกมอบหมาย ทำไมเธอถึงเขิน “เห็นอะไรโดนใจคุณบ้างรึเปล่า”

มันไร้สาระมาก แต่เธอดันคาดหวังว่าธัญเทพจะเงยหน้าขึ้น สบตาเธอ แล้วตอบว่า “คุณไง” แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาทำ เขาดันหยิบสนับมือขึ้นมาสวม กดสวิทช์ โบกมือไปมามองประกายไฟสีฟ้าลั่นเปรี๊ยะด้วยสีหน้าประทับใจสุดซึ้ง มันคือ.. เธอยังหาชื่อให้มันไม่ได้ ในแคทตาล็อกบรรยายมาเสียยื่นยาว แต่มันเป็นชื่อทางการที่คนทั่วไปฟังแล้วไม่เข้าใจ.. สนับไฟฟ้า? สนับที่ช็อตไฟฟ้า? ที่ช็อตไฟฟ้าสนับมือ? นั่นฟังดูไม่ “โดนใจ” เท่าไหร่ แถมยังไม่ใช่สิ่งที่เธอจงใจเลือกมาให้เขาด้วย

“กระสุนปืนนั่นล่ะ สนใจไหม” เธอชี้นิ้วไปยังกระสุนหัวรู มันถูกออกแบบมาเพื่อให้ขยายตัวตอนยิงทะลุเข้าร่างเหยื่อ เพิ่มขนาดโพรงบาดแผล ผิดกฎหมาย (ใช้ได้แค่ในกองทัพ) อันตรายร้ายแรง ทรมานสุดชีวิต.. บางทีนั่นอาจจะโหดเกินไป?

“อ๋อ นั่น ผมแม่นพอ เล็งหัวก็จบ ไม่ต้องเปลืองเงินดัดแปลงกระสุน” เขาช่าง.. เป็นกันเองกับเรื่องแบบนี้เหลือเกิน

..แต่เธอเองก็พึ่งแนะนำให้เขาซื้อกระสุนที่ทรมานเหยื่อจนตาย เธอเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขานักหรอก

“แต่ผมกำลังมองหา.. อะไรใหม่ ๆ ” เขาถอดสนับมือ วางลงกลับเข้าที่เดิม เป็นกิริยาหาได้ยากมากจากลูกค้าของเธอ พวกนี้หยิบของขึ้นมาแล้ววางกองโยนส่ง ๆ ตลอดทุกครั้ง ทำหยั่งกะกำลังซื้อเสื้อผ้าแล้วขี้เกียจพับ “คุณรู้อะไรบ้างเรื่องปืน”

“..ฉันขายอาวุธ คุณคิดว่าฉันไม่รู้อะไรเหรอ”

ธัญเทพชะงัก “เปล่า ผมแค่ คุณอาจจะแค่เป็นคนขาย–”

“คุณอยากรู้อะไร”

ธัญเทพยักไหล่ เอื้อมมือยกไรเฟิลซุ่มยิงกระบอกเดียวที่เธอมีขึ้นมา (ซึ่งน่าประทับใจมาก เพราะมันหนัก หนัก หนัก และธัญเทพมีแขนที่ลีบเหมือนกิ่งไม้) ตอนนี้กลางวันแสก ๆ ทั้งสองยืนอยู่ในที่แจ้ง แต่ไม่มีรถสักคันขับผ่าน ในปั๊มน้ำมันไม่มีพนักงานสักคน แม้กระทั่งพนักงานร้านสะดวกซื้อยังนั่งหลับ และธัญเทพกำลังยกไรเฟิลในมือหันไปมาไม่เกรงกลัวฟ้าดิน

“ผมไม่เคยใช้สไนเปอร์มาก่อน” เขาเรียกชื่อมันผิดอีกต่างหาก ไล่นิ้วมือผอมติดกระดูกไปตามลำกล้อง.. เธอชอบปืนมาตลอด เธอคงไม่ทำงานนี้ถ้าเธอไม่ชอบปืน พวกมันสวย ทรงพลัง และเธอหลงใหลในวิธีการทำงานของมัน ปืนดูดีมากในอ้อมแขนของธัญเทพ เขากำลังจะใช้มันฆ่าคน แต่เขาดันถือมันได้สวยเหมือนนายแบบถือปืนปลอมบนนิตยสาร มีความช่ำชองและรอบคอบในสัมผัสของเขา ถึงแม้เขาจะบอกว่าตนเองไม่เคยใช้ ‘สไนเปอร์’ ก็ตาม ผิวสีบรอนซ์ตัดกับสีเงินเป็นมันวาวของไรเฟิล

“สมมตินะ ผมจำเป็นต้องลอบฆ่าใครสักคนจากระยะไกล– ผมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ปกติผมจะเป็นพวกระยะประชิด ต่อกรกันเลยซึ่งหน้า แต่– ถ้าผมจำเป็นต้องทำ ผมต้องมีอะไรบ้าง ที่เก็บเสียง?”

เธอนิ่งไปครู่ ครุ่นคิด “ระยะห่างไกลแค่ไหน แล้วตอนเช้าหรือตอนกลางคืน”

“สมมติว่าตอนกลางวัน ห่างกันสัก..ตึกหนึ่ง ไม่รู้สิ เล่นมุกตามผมหน่อย”

โอเค เล่นมุกตามเขาหน่อย..

“ปืนไรเฟิลที่มีอำนาจยิงสูงส่งเสียงดังเพราะว่ากระสุนปืนเดินทางเร็วกว่าความเร็วของเสียง เสียงไรเฟิลที่คุณได้ยินจากระยะไกลคือเสียงกระสุนเจาะทะลุกำแพงเสียง โซนิกบูม คุณตามฉันทันไหม” เธอพยายามพูดให้ช้า ใช้คำง่าย ๆ แต่รู้เลยว่าตัวเองล้มเหลว เธอเริ่มพล่ามทีไรหยุดปากไม่ได้ทุกที นังเนิร์ด ใครอยากฟังหล่อนพล่ามวะ

            .. ธัญเทพกระมัง เพราะเขายังฟังอยู่ “โอเค งั้นผมจำเป็นต้องมีอะไร”

“ใช้กระสุนซับโซนิกควบคู่กับที่เก็บเสียง มันถูกออกแบบให้เดินทางต่ำกว่าความเร็วของเสียง เสียงเลยเบาลงมาก– แต่เมื่อไรเฟิลใช้กระสุนซับโซนิก ระยะของมันจะต่ำลง ส่งผลอย่างยิ่งต่อการตกของกระสุน แถมยังจะยิงได้ไม่แรงเท่าปกติอีกต่างหาก ฉันไม่แนะนำคุณใช้ไรเฟิลซุ่มยิงถ้าไม่มีประสบการณ์ นี่ไม่ใช่แค่การเล็งหัวให้ตรงกับศูนย์ยิง คุณต้องคำนึงถึงหลายสิ่ง”

ลม แรงโน้มถ่วง ฟิสิกส์ทั้งหลายแหล่ที่เหล่านักฆ่าไม่ตั้งใจฟังตอนนั่งเรียน หากพวกเขามีโอกาสได้รับศึกษากันตั้งแต่แรก เธอพึ่งรู้ตัวว่าตนเองพึ่งจะต่อว่าธัญเทพ ธัญเทพ ในตำนาน ต่อหน้าเขา แต่.. ธัญเทพไม่ดูโกรธเคืองหรือเป็นเดือดเป็นร้อนอะไร เขาแค่กระพริบตาปริบ ๆ มองเธอ .. เขาตัวเตี้ยกว่าเธอ ต้องเงยหน้า มันยิ่งทำให้เขาดูไม่มีพิษภัยยิ่งกว่าเดิม

“… ว้าว ผมประทับใจ คุณฉลาดมาก ผมขอโทษที่สบประมาทคุณ”

“ไม่ต้องห่วง ฉันเข้าใจ ฉันเป็นแค่คนกลาง” เธอโบกมือปัด

            “แต่คุณพูดถูก ผมไม่ควรจะใช้ไอ้พวกปืน ‘ขั้นสูง’ อย่างน้อยก็จนกว่าผมจะมีประสบการณ์” เขาวางไรเฟิลลง เก็บเข้ากระเป๋าของมันอย่างทนุถนอมเหมือนอุ้มช่อดอกไม้ “..มันเป็นวิธีของคนขี้ขลาด ผมแค่พยายามหาทางหนีปัญหา ไม่เข้าท่าเลย”

เธออยากจะเถียงว่าค่านิยม ‘สไนเปอร์เป็นพวกขี้ขลาด’ นั้นงี่เง่ามาก เพราะมันง่ายที่จะยิงใครสักคนหากเป้าหมายอยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่ฟุต แต่การซุ่มยิงจากระยะไกลนั้นยากมาก เพราะการคำนวณมากมายต้องอาศัยทั้งมันสมองและประสบการณ์ แต่.. แค่นี้เธอก็พล่ามเยอะเกินพออยู่แล้ว เขาว่ากันว่าผู้ชายไม่ชอบผู้หญิงฉลาดไม่ใช่หรือ

แต่ธัญเทพพึ่งบอกว่าเธอทำให้เขาประทับใจ…

“บางทีผมควรวางยาเขาแทน” ธัญเทพพึมพำกับตัวเอง “.. ไม่ นั่นก็ขี้ขลาด ไม่เข้าเท่าเลย”

อีกครั้ง การใช้ยาพิษไม่ถือว่าเป็นวิธีขี้ขลาดเพราะมันอาศัยความรู้ทางด้านเคมี–

“นี่ล่ะดีที่สุดแล้ว” เขาหยิบ สนับมือ–ที่ช็อตไฟฟ้า ขึ้นมาสวมอีกครั้ง “มาดแมนและให้เกียรติผู้ตาย”

…ถ้าเขาสบายใจก็ปล่อยเขาไปเถอะ

เธอกำลังจะบอกเขาเรื่องราคา การดูแลรักษาอุปกรณ์ และถามว่าธัญเทพสนใจสนับมือ–ที่ช็อตไฟฟ้าแบบใช้ถ่านหรือเสียบปลั๊กชาร์จแบตเตอรี่ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ธัญเทพดันโพล่งออกมาว่า “วันเสาร์นี้คุณว่างไหม”

มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอคาดหวังว่าจะได้ยินจากปากนักฆ่ารับจ้าง ไม่มีนักฆ่าคนไหนชวนคนขายอาวุธของตนเองไปเที่ยว อย่างมาก ทั้งสองก็สนิทกันตามเวลา แค่เป็นขาประจำแต่ความสัมพันธ์ไม่ใกล้ชิดกันไปมากกว่าคนขายกับลูกค้า แต่อยู่ดี ๆ เขาดันถาม..โอเค บางทีธัญเทพอาจจะแค่สงสัยเฉย ๆ ว่าวันเสาร์เธอทำงานรึเปล่า? เผื่อจะมาซื้อสินค้าตอนวันเสาร์?

“..ฉันว่าง” เธอตอบ รู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ ชอบกล

“คุณอยากให้เบอร์ผมไหม”

มัน.. เป็นการใช้ประโยคที่ประหลาดดี เขาไม่ได้ถามว่า ‘เบอร์ของคุณเบอร์อะไร’ หรือ ‘ผมขอเบอร์คุณได้ไหม’ แต่ดันถามว่าเธออยากให้เบอร์เขารึเปล่า และที่แย่กว่านั้น การให้เบอร์โทรศัพท์กับธัญเทพดันกลายเป็นไอเดียที่ฟังดูดีมาก เธอแทบนึกเหตุผลไม่ออกเลยว่าทำไมเธอถึงควรปฏิเสธ ต่เธอจะรีบกระเหี้ยนกระหือรือตอบตกลงไม่ได้ ถูกไหม นั่นน่าเกลียด

“.. คุณอยากได้เบอร์ฉันไปทำไม”

“เผื่อคุณอยากจะทำอะไรกับผมวันเสาร์? อย่าง สอนผมใช้สไนเปอร์”

อยากทำอะไรกับเขา– แม่เจ้า พูดฟังตัวเองบ้างรึเปล่าน่ะ “สไนเปอร์ไม่ใช่ชื่อปืน สไนเปอร์เป็นชื่อเรียกคนที่–”

“เห็นไหม แค่นี้คุณก็รู้เยอะกว่าผมแล้ว”

“..ก็ได้”

ธัญเทพล้วงมือถือจากกระเป๋ากางเกง โนเกียรุ่นเก่าหนาเตอะ จอขาวดำ.. อ้า โทรศัพท์ชั่วคราวใช้แล้วทิ้ง เขาใช้เวลาไม่นานในการกดแป้นจิ้มเบอร์โทร แต่ใช้เวลานานกว่าหน่อยกว่าจะบันทึกชื่อเธอเสร็จ ต้องกดปุ่มเดิมซ้ำ ๆ เพื่อเปลี่ยนตัวอักษร หลังจากเสร็จเรียบร้อย ธัญเทพก็เงยหน้ามองเธอ ยิงฟัน แล้วกดโทรออก เทย์เลอร์ สวิฟท์ ร้องเพลงเรียกให้เธอรีบรับสายทันที

เธอรีบหยิบไอโฟนออกมากดวางสาย อยากเอาหน้ามุดลงดิน

ธัญเทพหัวเราะ “โทษที ต้องลองว่าคุณให้เบอร์ปลอมผมรึเปล่า”

“ไม่เป็นไร”

“ผมชอบเพลงนั้นนะ”

“มัน.. มันก็.. มันเป็นแค่เพลง..”

“ไม่ใช่เรื่องน่าอายน่า ผู้ชายก็ฟังเพลงป๊อบได้”

เธอรู้ว่าธัญเทพหวังดี แต่เธอก็ยังรู้สึกอึดอัดอยู่ดีเมื่อได้ยินเขาพูดอย่างนั้น กลืนไม่เข้าคายไม่ออก กระอักกระอ่วน ไม่อยากจะทำให้สถานการณ์แย่ไปกว่านี้ เธอรีบเปลี่ยนเรื่องกลับไปที่สินค้าทันที โชคดี ธัญเทพตามน้ำ สนอกสนใจถึงตัวเลือก (“มีสีให้ผมเลือกด้วยไหม ผมชอบสีเหลือง” เธอมีสีเหลือง) เขาให้ทิปหนัก รู้จักธรรมเนียมดี และโบกมือให้เธอก่อนจาก

เธอไม่เสียเวลาบันทึกเบอร์ของเขา รู้ดีว่ามันคงจะถูกเปลี่ยนทุก ๆ สัปดาห์ พร้อม ๆ กับโนเกียของเขานั่นแหละ



เธอรอเหมือนนังหน้าโง่ตลอดทั้งวันเสาร์ว่าธัญเทพจะโทรหา แต่ก็ไม่ ไม่มีสายโทรเข้า ไม่มีข้อความ นอกจากไอ้ “จอช” ที่ทักมาว่าสินค้าของเขาขายดีเป็นพิเศษ (เธอตอบกลับไปว่า “มือถือใหม่ ใครอ่ะ”) แต่เธอดั๊นเจอเขาโดยมิได้นัดหมายในคืนนั้น แค่ความบังเอิญล้วน ๆ (เรียกว่าฟลุกดีกว่า “พรหมลิขิต” “โชคชะตา” คำศัพท์จากพจนานุกรมของพวกชอบมโน)

เดด โดฟ ไม่ใช่ไนท์คลับสำหรับอาชญากร มันไม่ได้มีชื่อเสีย(ง)กระฉ่อนเพราะยอดฆาตกรมารวมตัวกันที่นี่ คนธรรมดา พนักงานออฟฟิศทำงานเก้าเลิกงานห้าก็มาดื่มกันที่นี่เยอะแยะไป เด็กสาววัยรุ่นอายุบรรลุนิติภาวะ.. บวกหรือลบ ก็เต้นกันอยู่เต็มแดนซ์ฟลอร์ แต่เธอรู้ว่า เช่นเดียวกับไนท์คลับอื่นสารพัด มันเป็นฉากหน้าอีกนั่นแหละ ใครจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างใต้ดิน ใครจะรู้ว่าในบัญชีจะเที่ยงตรงเสียเท่าไหร่ ที่แน่ ๆ เธอรู้ว่ามันมีการเล่นพนันสารพัดข้างหลังร้านนั้น

บางทีธัญเทพเองก็คงรู้ เขาถึงได้มาที่นี่ ใส่กางเกงลาเท็กซ์กับเสื้อคอวีลึกต่ำ ดื่มคอสโมโพลิแทนท่ามกลาง..ทุกสิ่งที่เขาควรจะไปดื่มแทน อย่าง “เบียร์เฉย ๆ ” หรือ “จินกับโทนิก” เขาไม่ได้อยู่คนเดียว แต่รายล้อมไปด้วยเพื่อนชาย แต่ละคนต่างก็มีแก้วในมือ หัวสะบัดไปข้างหลังทุกครั้งเมื่อหัวเราะลั่น เล่นมุกวงในใส่กัน คนนอกฟังยังไงก็ไม่เข้าใจ ไม่ตลก

เธอภาวนาไม่ให้ธัญเทพเห็นเธอ แต่ แน่นอน เขาต้องเห็น ต้องสบตากับเธอทั้ง ๆ ที่ในนี้มีจำนวนประชากรสองจุดห้าล้าน  มันไม่ยุติธรรมเลย ดูเขาสิ โบกมือเรียกเธอด้วยชื่อที่ตายไปแล้ว– “เฮ้! โรเจอร์ส! นั่นคุณรึเปล่า!”

เธออยากจะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่รู้อีกทีก็ก้าวเข้าไปหาเขา ตกเป็นเป้าสายตาทั้งกลุ่ม รู้สึกงี่เง่าสุด ๆ

“โรเจอร์ส นี่–” เขาชี้นิ้วทีละคน ทีละชื่อ “ชาญ– แต่มันกระแดะเปลี่ยนชื่อเป็นชาลส์ – กาย และวุฒิ”

ชายหัวเกรียนขัดทันที (เขาโกนผมเป็น..รูปดาว? ตัวอักษร?) “วู้ดเว้ย”

ธัญเทพหัวเราะ “เดี๋ยวกูจะเอาไม้แสกหน้ามึง”

เธอยืนเป็นล้อที่สาม ไม่ใช่สิ ห้า เสียส่วนใหญ่ มีการพูดถึงเธอแค่ถามว่ารู้จักกับธัญเทพได้ยังไง ซึ่งเขาตอบไปว่า “เสือก” ทำให้ถูกล้อว่าเป็นเกย์อยู่สิบนาที แล้วอยู่ดี ๆ ไอ้หัวข้อเกย์ก็เปลี่ยนจากมีเพื่อนชายกลายมาเป็นดื่มเครื่องดื่มสีชมพู กายบอกว่าคอสโมโพลิแทนนั้นเกย์มาก– ไม่ว่านั่นจะหมายความว่าอะไรก็ตาม ส่วนธัญเทพก็เถียงสุดชีวิตว่ามันอร่อย และทำให้สาว ๆ มองว่าเขาเป็น “ผู้ชายน่ารัก” แล้วอยู่ดี ๆ หัวข้อก็กลับมาที่เธอเสียเฉย ๆ เพราะธัญเทพ

“สาวผมบลอนด์คนนั้นเหล่คุณอยู่” เขากระซิบบอก ชี้ให้เธอหันไปมอง

เขาพูดถูก มีผู้หญิง ‘เหล่’ เธออยู่จริง ๆ สาวน้อยร่างอรชนอ้อนแอ้นเสี่ยงพรากผู้เยาว์ ผมทอง ใส่กระโปรงสั้นหยั่งกะว่ายิ่งสั้น ยิ่งประหยัดเนื้อผ้า ยิ่งปกป้องธรรมชาติ เธอขยิบตา กายผิวปาก ส่วนชาลส์โอดครวญ

“ทำไมผู้หญิงไม่ชอบหนุ่มเอเชียวะ” เขาบ่นอุบ

“พวกหล่อนชอบนะ” กายท้วง “แต่ต้องแบบ.. ญี่ปุ่น เกาหลี จีน”

วู้ดรีบเสนอตัว “เฮ้ย ฉันก็จีนนะ”

“เอ็งน่ะหุบปากไปเลย”

ธัญเทพไม่ร่วมวงด่าเพื่อน เขาดื่มคอสโมโพลิแทนหมดแก้วแล้วก้าวเข้ามาใกล้ เอื้อมมือบีบไหล่ข้างหนึ่งของเธอ มันเป็นแค่การแสดงความเป็นมิตร ไม่ได้มีความใกล้ชิดหรือสิ่งพิเศษใด ๆ ที่ควรจะทำให้เธอใจเต้น– แต่เธอก็ห้ามตนเองไม่ได้อยู่ดี เธอแทบจะได้กลิ่นราสเบอร์รี่จากเครื่องดื่มที่เขาพึ่งดื่ม จากลมหายใจเมื่อเขากระซิบข้างหูเธอ “ไปคุยกับเธอสิ เธอรอเก้อแล้ว”

สิ่งสุดท้ายที่เธอต้องการคือคุยกับผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธัญเทพอยู่ใกล้เธอแค่นี้– “ฉัน..”

โอย ทำไมเธอต้องชอบหนุ่มสเตรจท์ทุกครั้งเลยนะ แย่

“อย่าประหม่าน่า มั่นใจหน่อย” เธอเกือบจะโอนอ่อนแล้ว เพียงเพราะเสียงของเขา– “คุณเป็นผู้ชายหน้าตาดี”

แต่นั่นเป็นฟางเส้นสุดท้าย

“ฉันต้องไปแล้ว” ไปไหนก็ไม่รู้ แต่เธอต้องไป– จากที่นี่ ให้ห่าง ๆ จากเขา ก่อนที่เธอจะเริ่มสร้างความหวังฟุ้งซ่าน หน้าโง่ ก่อนเขาจะรู้ความจริงเข้าแล้ว.. โอ้ พระเจ้า ความกลัวเย็นเฉียบทิ้งตัวใส่เธอเหมือนกลืนน้ำแข็ง กับคนอย่างธัญเทพ การถูกรังเกียจหรือต่อทากลายเป็นความกลัวไร้สาระไปเลย แต่การฆาตกรรมหรือเลวร้ายกว่านั้นดันถูกยกอันดับมาไว้แรก ๆ

ธัญเทพพยายามรั้งเธอไว้ แต่เอื้อมแขนมาจับเธอไว้ไม่ทัน ได้แต่ร้อง “เฮ้!” ตามหลัง เธอไม่กล้าหันกลับไปมอง ได้แต่ก้าวขาฉับ ๆ ชนแม่งทุกคนที่ขวางทาง– รวมถึงนังผมบลอนด์กระโปรงสั้นคนนั้นด้วย

เธอกำลังหาอูเบอร์อยู่ตอนที่เทย์เลอร์ สวิฟท์ เริ่มแหกปากว่าคุณควรจะตกหลุมรักกับเธอ ขอเพียงแค่คุณได้เห็น– แม่งเป็นสายโทรเข้าจากเบอร์หน้าตาประหลาด จอชกระมัง เธอรับสายแล้วขึ้นเสียงใส่ไปว่า “ใครวะ”

แม่งคือธัญเทพ “โรเจอร์ส–”

เธอรีบวางสายแทบไม่ทัน– ไม่ทันจริง ๆ นั่นแหละ ธัญเทพวิ่งตามเธอมาหลังร้าน ตามเสียงเทย์เลอร์ สวิฟท์ มาหาเธอจนเจอราวกับเดินตามเศษขนมปัง เขาดูร้อนรน ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน ข้างนอกมืดทึบไม่ต่างจากข้างในไนท์คลับ แต่พอไม่มีแสงสีผิดธรรมชาติ มีแต่แสงจันทร์และเสาไฟริมทาง เธอสังเกตเห็นเขาง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น

รอยช้ำรอบดวงตาของเขาจางลงแล้ว หายบวม แต่ยังมีรอยบาดอยู่ตรงคิ้ว.. “ผมทำอะไรผิดรึเปล่า”

เธอยัดโทรศัพท์เก็บใส่กระเป๋ากางเกง “เปล่า”

“ผมรู้ว่าหลายคนไม่ชอบให้ชีวิตส่วนตัวปะปนกับชีวิตทำงาน–”

“ไม่ ฉันไม่ได้ถือเรื่องนั้น”

ธัญเทพหยุดยืนตรงหน้าเธอ “แล้วเรื่องไหน”

เธอก้มลงมองเขา มองผิวที่เขาโชว์ตรงคอเสื้อ ทองกึ่งแทนแบบที่คนผิวขาวต้องใช้สเปรย์ฉีดถึงจะมีได้ แต่ธัญเทพมีโดยธรรมชาติโดยไร้ซึ่งความพยายาม เขามีลุคแบบนั้นรู้ไหม แบบคนที่ใส่เสื้อเชิร์ตห้าร้อยเหรียญโดยไม่มีเหตุผลและยังดูดีอยู่ เธอกลืนน้ำลาย มองเห็นเลยว่าผิวของเขาไม่มีแม้กระทั่งแทนไลน์ เนียนสนิทไปหมด ติดแค่รอยแผลเป็นเลือนลาง

ช่างเป็นส่วนผสมความรู้สึกแสนประหลาด เธอหงุดหงิด เธอเสียใจ เธอกลัว เธอเริ่มมีอารมณ์– ให้ตายสิ ลืมมันไปซะ

เธอจิกเล็บกระชากคอเสื้อเขา ไอ้คอวีน่าฉีกทิ้งนั่นแหละ ธัญเทพสะดุ้ง สัญชาติญาณและการฝึกฝนคงจะโบกธงแดงรีบบอกให้เขาตีตัวออกห่าง รักษาระยะปลอดภัย แต่เมื่อเขาเห็นเธอโน้มเข้าไปใกล้ รู้ว่าเธอไม่ได้กำลังจะต่อยเขา แต่ทำอย่างอื่นตรงกันข้ามกันเลยต่างหาก– เขาก็ถูกแช่แข็งอยู่กับที่ ก้าวถอยหลังได้แค่ก้าวเดียวก่อนจะหยุดชะงักชั่วนิรันดร์

“ผม..” ใต้ความมืดและผิวสีเข้ม เธอไม่คิดว่าจะสังเกตเห็นตอนเขาหน้าแดง แต่มันสังเกตง่ายมาก “โรเจอร์ส..”

เธออยากจะบีบคอเขา ถ้าเขาเรียกเธอด้วยชื่อเวรนั่นอีกครั้งเดียว–

“ผมไม่ชอบผู้ชาย” ธัญเทพเกือบจะฟังดูรู้สึกผิด เหมือนลูกเสือสำรองกำลังสารภาพบาป

“ฉันไม่ใช่ผู้ชาย” เธอรีบแก้คำพูดของเขา ราวกับว่ามันมีน้ำหนัก ราวกับว่า แค่เธอบอกว่าเธอเป็นผู้หญิง เขาจะเชื่อ มันไม่เปลี่ยนอะไรสักอย่างนี่ ถูกไหม มันอาจจะทำให้ธัญเทพอึ้งตาโต อ้าปากค้าง หน้าแดงเถือก แต่มันไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่าเธอสูงหกฟุต ไหล่กว้างเป็นกิโล และไม่ได้เข้าข่ายกับความเป็นหญิงเลยแม้แต่นิดเดียวต่อให้เธอจะพยายามแค่ไหน

แต่..ธัญเทพไม่ได้หนีไปไหน ไม่ได้พูดอะไรสักคำ เขาแค่สบตาเธอ ดวงตาสีเข้มเสียจนมองไม่เห็นแม้กระทั่งภาพสะท้อนของหน้าเธอเอง ซึ่งก็ดี ตอนนี้เธอไม่อยากเห็นหน้าตัวเองเลย เธอร้อนผ่าวไปหมดด้วยความอับอายและน้ำตาคลอเบ้า แต่เขามองเธออยู่ กัดกระพุ้งแก้มสลับกับเคี้ยวริมฝีปาก คงจะกำลังพยายามหักห้ามคำพูดไม่ให้หลุดออกมา

มือของเธอยังอยู่ที่เดิม ธัญเทพยังอยู่ที่เดิม ใจเต้นรัว ตึก ตึก ตึก..

เธออยากจูบธัญเทพ เธออยากจนรู้สึกถึงความกระหายนั้นได้ในฟันของเธอ อยากจะกัดเขา ทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้อีกสักรอย– ไม่ เธอจะอ่อนโยน ทะนุถนอม หลับตา ปิดปาก จูบแสนเบาบางอ่อนโยนแห้งสนิทไร้ลิ้นเหมือนแบบที่เด็ก ๆ เขาจูบกันครั้งแรก ถึงแม้ว่ามันจะห่างจาก “ครั้งแรก” ของเธออยู่มากโข ส่วนธัญเทพเองก็เช่นกัน–

ธัญเทพหลับตา

มันเป็นคำเชิญ คำท้า มันเป็นทุกอย่างที่เธอไม่นึกว่าจะได้ และเธอก็รีบฉวยโอกาสนี้ไว้ด้วยการจูบเขา เธอรู้สึกได้ถึงรอยแผลเป็นบนริมฝีปาก รู้สึกถึงธัญเทพเกร็งตัว เคราบาง ๆ ที่เขาโกนออกไม่หมดเสียดสีกับแก้มเธอ แต่นั่นไม่เป็นไร เธอไม่ถือ คอสโมโพลิแทนไม่เคยเป็นคอกเทลโปรดของเธอ แต่กลิ่นเหล้าผิวส้มและวอดก้าเข้ากับธัญเทพอย่างประหลาด

ธัญเทพล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงสองข้างของเธอ ดึงเธอเข้าใกล้อีก เผยอริมฝีปากขึ้น– แล้วรีบผละออกตัวออก

“ผมต้องไปแล้ว” เดจาวู เธอคิดในใจ เลียริมฝีปากมองธัญเทพเบี่ยงสายตาหลบ “ผมต้อง– เอ่อ ฆ่าคน ตั้งสามคน”

“สาม” เธอชะงัก สมองเชื่อมต่อข้อมูลเข้าด้วยกัน “เดี๋ยว พวกเขาเป็นเพื่อนคุณไม่ใช่เหรอ”

“ที่เชียงใหม่ อาจจะ แต่ไม่ใช่ในดีซี ที่นี่ถิ่น..” ความรู้สึกผิดนั่นกลับมาแล้ว เติมเต็มความเงียบระหว่างทั้งสองได้ผลชะงัดยิ่งกว่าเสียงลมหายใจหอบ เสียงหัวใจ เสียงความเสียใจสุดชีวิตในสิ่งที่เธอพึ่งทำไป “..เมียผม”

เธอเคยโดนหักอกมาก่อน ครั้งหนึ่ง เลวร้ายมาก แฟนเก่าของเธอ จอห์น บอกว่า “นายอยากจะให้ฉันคบกับนายแบบผู้หญิงหรือผู้ชาย” แล้วขนของออกจากอพาร์ทเมนท์ไปเลย รวมถึงหมาของเธอด้วย เธอต้องไปจอดรถอยู่หน้าบ้านแม่มันตั้งนานกว่าจะได้หมากลับมา แต่ครั้งนี้.. เธอไม่มีคำบรรยายเลย ได้แต่ยืนนิ่ง พระเจ้า เธอเป็นอีตัวทำลายครอบครัว

“..ผมขอโทษจริง ๆ ” เขากล่าวอย่างสัตย์จริง โค้งจนแทบจะหัวทิ่มแล้วรีบหนี

ส่วนเธอได้ยืนมองเขาจากไปพร้อมกับสนับมือช็อตไฟฟ้า (สีเหลือง)



           

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s