Ravage Him (6)

Title: Ravage Him
Fandom: Overwatch (Video Game)
Pairings: None (For Now)
Rating: T?

Warning: ไม่มีอะไรมาก นอกจากการพูดถึงการฆ่าและการทรมานในตอนก่อน ๆ 

                วันรุ่งขึ้นมาถึง แจ็กถูกปล่อยออกจากคุกจริง ๆ ปีศาจลงมาหาเขาในชั้นใต้ดินพร้อมกุญแจสู่อิสรภาพและเสื้อผ้าสดใหม่ พึ่งซักรีดมาอย่างดี หน้าตาราคาแพง แจ็กแต่งตัวภายใต้สายตาน่าสยดสยองของปีศาจ สวมเสื้อคลุมหนังที่เข้ากับร่างกายของเขาราวถูกวัดขนาดมา รองเท้าบูทหุ้มเหล็กเป็นเกราะอย่างดี ทุกอย่างตัดขอบในสี–แดงดำ เหมือนกับชายตรงหน้าเขา

                แจ็กติดกระดุม ปิดตราประทับบนอก เหลือบตามองปีศาจอย่างไม่ไว้ใจ “นายกำลังไม่บอกบางอย่างกับฉัน”

                “ฉันกำลังไม่บอกหลายอย่างกับนาย” เจสซี่สวน “ถ้านายจำไม่ผิด คู่หู เราไม่ใช่เพื่อนกัน”

                “ระหว่างฉันกับนาย บอกฉันมาเถอะน่ะ หมอนั่นวางแผนอะไรอยู่”

                “หมอนั่น?”

                แจ็กขมวดคิ้ว “คุณพ่อ จะใครอีกล่ะ”

                “อ้อ คุณพ่อ” เจสซี่เอียงคอ “นั่นเป็นคำถามที่ผิด นายควรถามว่าพระเจ้าวางแผนอะไรอยู่”

                “พูดอะไรของนาย”

                “กาเบรียลเป็นผู้ส่งสานส์ของพระเจ้า”

                แจ็กก้าวออกจากกรง ฝ่าเท้าแรกของเขาที่สัมผัสพื้นเหมือนจะแตกต่างไปจากปกติ อากาศข้างนอกนี้รู้สึกดีกว่าข้างนอก มันไม่อึดอัดเท่า และเขาแทบจะเห็นแสงจากชั้นบนส่องลงมาได้ดีกว่า “นายพูดเหมือนเขาเป็นเทวทูตจริง ๆ “

                เจสซี่ยักไหล่ “เขาอาจจะเป็นจริง ๆ ก็ได้ ใครจะรู้”

                มันต้องไม่ใช่แค่นี้สิ มันต้องมีอะไรบางอย่างในกอไผ่ “ฉันนึกว่าปีศาจอย่างนายจะไม่กลัวพระเจ้า หรือเทวทูต”

                “ฉันเคยไม่กลัวพระเจ้า” เจสซี่พูด “ไม่กลัวฟ้ากลัวดิน ไม่กลัวอะไรเลย จากนั้น ฉันก็เจอกับคุณพ่อเรเอส”

                ความเงียบที่ทิ้งตัวระหว่างเรา ระหว่างประโยค ใหญ่โตเหมือนอสูรกาย แทบจะกลืนกินเราทั้งสอง

                “และแล้ว ฉันก็เริ่มกลัวขึ้นมา” เขาพูดเสียงเรียบ “ถึงแม้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันก็ยังกลัว มันเป็นส่วนหนึ่งของฉันไปแล้ว”

                “..และนั่นไม่ทำให้ฉันหวาดระแวงเลยแม้แต่น้อย”

                เจสซี่ยิ้ม แขนเหล็กตบเขาดังป้าบ!เข้าที่ไหล่ “ไปซะ คู่หู! สนุกกับอิสรภาพ”

                แจ็กเดินจนเจอบันไดขึ้นจากชั้นใต้ดิน พบว่ามันถูกซ่อนอยู่ใต้ประตูกล ภายใต้พื้นของโถงทางเดินหน้าตาไม่มีพิรุธ เป็นบริเวณที่พักอาศัยภายในโบสถ์ ของเหล่าผู้ลี้ภัย บาทหลวง แม่ชี เขาก้าวเดิน ได้ยินเสียงฝีเท้าของตนเองสะท้อนทั่วทางเดิน ตัวรู้สึกเบาหวิว เขาเดินจนออกไปเจอส่วนหน้าของโบสถ์ ตอนที่เขาเข้ามาครั้งแรก ห้องโถงทำพิธีซึ่งกำลังมีการสวดมนต์อยู่พอดิบพอดี มันประหลาด การได้เห็นโบสถ์นี้ในยามกลางวัน ผู้คนนั่งกันคับขั่งบนเก้าอี้เรียงตัวกันเป็นแถวซ้ายขวา

                แจ็กพบว่าไม่มีใครสนใจเขาเลย เมื่อเขาเลียบเดินไปกับผนัง พยายามหาประตูหน้าเป็นทางออก ทุกคนต่างตั้งสมาธิแน่วแน่ดุจมนตร์สะกดไปยังบทสวดที่กำลังท่อง สู่กาเบรียลที่ยืนอยู่ข้างหน้า หน้าบรรณฐานขณะเขานำสวดด้วยเสียงนุ่มนวล

                และแจ็กสาบานได้เลยว่ากาเบรียลเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาพอดิบพอดี ตอนแจ็กกำลังเดินออกนอกประตู

                “โปรดภาวนาเพื่อเราคนบาป บัดนี้และเมื่อเราตาย”  กาเบรียลท่อง “เอเมน”

                แจ็กไม่นึกว่าร่างกายแวมไพร์ของเขาจะยังสามารถมีปฏิกิริยามนุษย์อย่าง ‘ขนลุกซู่’ ได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว

                เขาเดินทางออกจากเมือง ได้แต่… เดิน ไม่รู้ทำเงินติดตัวหายไปอีท่าไหนตอนช่วงอาละวาด ไม่มีปัญญาซื้อม้าแล้วก็ขี้คร้านจะขออาศัยรถม้าของผู้อื่น เห็นเกวียนขนสินค้าผ่านไปแล้วก็ตัดสินใจว่า ในตอนนี้ ดีที่สุดแล้วที่เขาจะเดินทางคนเดียว เขายังอิ่มเลือดอยู่ และร่างกายน่าจะไม่ต้องการอะไรอีกจนกระทั่งเขาเดินทางถึงอะนา ซึ่ง จากความจำ ก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลออกไป

                แค่ต้องเดินออกจากเมือง ห่างไกลจากความเจริญ แล้วทะลุป่านี้ไป ทะลุแบล็กฟอเรสต์ การเดินทางใช้เวลาเขาสามวัน เท้าของเขานำทางได้รวดเร็วและกว้างไกลกว่าฝีเท้ามนุษย์ทั่วไป อาจจะเร็วยิ่งกว่าม้าด้วยซ้ำ โดยความทนทานเหนือมนุษย์ของแจ็ก เขาเดินผ่านบริเวณที่นักเดินทางกล่าวขานไม่ให้ใครเหยียบ เหล่าสัตว์ประหลาดและภูติผีรู้จักเขาดีจนไม่มายุ่งย่าม อนุญาตให้เขาแหวกใบไม้ใบหญ้าสู่กระท่อมกลางป่าได้สำเร็จ ไฟจากหน้าต่างส่องสว่าง เช่นเดียวกันกับควันจากปล่องไฟ

                อะนาอยู่บ้าน ขอบคุณสวรรค์ เขาไม่อยากให้เธอออกตามหาเขา เธอคงเป็นห่วงแย่เลย เพื่อนสาวของเขา

                แจ็กเคาะประตู ยืนนิ่งรอให้คนมาเปิด

                ร่างผอมบางของอะนาเป็นสิ่งแรกที่เขาเห็นเมื่อประตูเปิดออก จากนั้น ผมเปียสีขาวของเธอ

                ตามมาด้วยกำปั้น

                อัดเข้าหน้าแจ็กจนเขาหงายหลังล้มครืนลงไปนั่งกองกับพื้น

                “เธอทำให้ฉันเป็นห่วงแทบแย่!” อะนาตะโกน “หายไปไหนมา จอห์น แจ็ก มอร์ริสัน?!”

            “เรื่องมัน… ยาว” แจ็กลูบแก้ม ขอบคุณสวรรค์ที่ฟันของเขาไม่หลุดอีกซี่ เขาหลอมากพออยู่แล้ว “ขอฉันเข้าไปได้ไหม”

                และถึงแม้ว่าจะโกรธแค่ไหน อะนาก็ยังมีบ้านให้เขากลับมาหาเสมอ ถึงแม้เธอจะถอนหายใจทำเป็นไม่สบอารมณ์

                “ฉันจะชงชา” เธอกล่าว “ช่วยคิดข้ออ้างให้เสร็จเรียบร้อยก่อนฉันชงเสร็จ”

                เราเดินกันเข้าไปในครัว แจ็กนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ขนาดเล็กของเธอ มองดูเธอต้มชาด้วยกาน้ำร้อนบุโรทั่ง– แจ็กกะจะซื้อให้เธอใหม่ แต่ไม่ยอมทิ้งเจ้ากาน้ำชาเก่านั้นไปเสียที หวงมันเกิน– กระท่อมของอะนาเหมือนบ้านตุ๊กตา ทุกอย่างที่จำเป็นมีขนาดเล็กกะทัดรัดและถูกอัดเอาไว้ด้วยกัน มันให้ความรู้สึกอบอุ่นชวนให้อยู่ ไม่แออัดเกินไป ไม่กว้างขวางเกินไป

                แจ็กมองสีที่เริ่มลอกบนฝาผนัง ผ้าม่านที่เธอถักเอง รอยบิ่นในโต๊ะไม้ และคิดว่าเขาไม่อยากจะอยู่ที่ไหนอีกนอกจากที่นี่ คิดถึงมันเหลือเกินหลังจากที่หายไปนาน คิดถึงกลิ่นสมุนไพรที่ทิ้งตัวในอากาศ คิดถึงอะนาที่กำลังชงชารสชาติวิเศษ

                อะนาหันมา มือหนึ่งถือแก้วชา อีกมือถือกา “คิดอกอรึยัง”

                เธอรินชาให้เขา ระหว่างที่แจ็กเอาแต่มองสายน้ำแล้วร้อง อืมมม

            “แจ็ก!”

                “ฉันเคยบอกเธอไหมว่าฉันรักเธอจัง?”

                “อย่ามาทำเปลี่ยนเรื่อง” อะนาดุ แล้วหันไปหยิบแก้วของตนเองจากชั้นบ้าง “รู้ไหมว่าฉันทำอะไรบ้าง ฉันให้ฝูงหมาป่าของฟารีฮาออกตามหานาย แต่ไม่มีใครได้ดมแม้แต่กลิ่น ไรน์ฮาร์ดท์เองก็ออกเดินทางตามหานาย ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย”

                “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครเป็นห่วง” แจ็กพึมพำ

                “ฮานาอีก นายควรจะรู้ว่าแวมไพร์เด็กไม่ควรถูกทิ้งให้อยู่โดยไม่มีอาจารย์! โชคดีนะที่สัตยาอยู่ช่วยเรา–”

                “ฉันเข้าใจ ฉันเข้าใจ ฉันไม่อยู่ ทุกอย่างวินาศสันตะโร” แจ็กตัดบท ยกชาขึ้นจิบก่อนจะพูดต่อ นึกในใจว่าเขาอยากจะซื่อสัตย์กับอะนาเสียเท่าไหร่ จะสามารถโกหกได้ไหมภายใต้สายตาเธอ “ฉัน… จำไม่ค่อยได้? ว่ามันเกิดอะไรขึ้น? ฉันเสียสติ”

                “แจ็ก เธอไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ เธอจะมาเสีย ‘สติ’ ได้ง่าย ๆ ยังไงกัน”

                “ล่าสุด เธอจำได้ว่ายังไง”

                “เธอทิ้งจดหมายบอกว่าจะเดินทางออกไปล่าพวกลอสมัวโตส”

                “ก็ใช่” ความทรงจำเริ่มหวนกลับมาหาเขาช้า ๆ “ฉันไม่ได้ไปคนเดียว ฉันพาอัล–ฟารูคไปด้วย”

                “แจ็ก!” อะนามีสีหน้าผวาดผวา “ฉันบอกกี่ครั้งแล้วเรื่องพามนุษย์ไปล่าด้วย!”

                “ฉันไม่เคยฟังเธอ” แจ็กยักไหล่ “เขาตาย”

                “โถถัง…”

                “เขาเป็นแหล่งเลือดเดียวของฉัน ตลอดการเดินทาง พอเขาตายฉันเลยเขว มันใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะเดินทางจากโดราโด้มาถึงนี่ แล้วพอฉันมาถึงป่า ฉันก็เสียสมาธิเพราะได้ยินเสียงจากในเมือง” แจ็กขมวดคิ้ว ศีรษะปวดตุบเมื่อพยายามควานหาความทรงจำจากมัน “ฉันจำตนเองคิดได้ว่า ‘ดึกแล้วนะ ทำไมยังมีคนอยู่’ แต่แล้วฉันก็ได้ยินเสียงเลือด… เสียงชีพจร..”

                อะนาไม่พูด รู้ดีว่าบทสนทนานี้กำลังไปทางไหน

                “รู้ตัวอีกทีฉันก็อยู่ท่ามกลางศพ เลือดนองเต็มไปหมดบนพื้น แล้วฉันก็ดื่มเยอะเสียจนตนเองกลับมาหนุ่ม”

                อะนาส่ายหัว ยกแก้วชาของเธอขึ้นจิบ เขาเข้าใจเธอ คงระอาใจเหมือนกันถ้าเขาเป็นอะนา

                “จากนั้น…” ที่เหลือนี่สิ เริ่มจะเล่ายาก จะเล่าเหตุการณ์ที่แม้แต่เขาเองยังไม่ค่อยเข้าใจได้ยังไง สรุปมันว่า ‘อ้อ ปีศาจกับบาทหลวงมาเจอฉัน ฉันโดนทรมานแล้วก็ล่วงละเมิดทางเพศนิดหน่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่’ ได้ยังไง “เอ่อ..”

                “ฉันรออยู่นะ แจ็ก”

                “เธอรู้จักคุณพ่อเรเอสรึเปล่า”

                “รู้สิ” อ้าว เวรกรรม มีแต่แจ็กหรือที่ไม่รู้จักเขามาก่อน “เขาปกปักษ์รักษาเมือง เขากับแบล็กวอทช์”

                “แบล็กวอทช์?”

                “หน่วยรักษาความสงบ” อะนาย่นจมูก “ออกแนว ‘ฝูงปีศาจและสัตว์ประหลาด’ มากกว่า แต่ใครจะไปเถียงเขาได้”

                “ถ้างั้นเขาก็เป็น…คนดี?”

                “เขาทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ฉันเคารพเขาได้ในเรื่องนั้น”

                อยู่ดี ๆ แจ็กก็อยากจะขำกร๊าก นี่อะนารู้รึเปล่าว่า ‘สิ่งที่จำเป็นต้องทำ’ รวมถึงการทรมานเขา ถอนเขี้ยวเขา? เห็นได้ชัดว่าไม่ มันคงไม่ยุติธรรมที่จะว่าเธอ แต่ยิ่งรู้แบบนี้แจ็กยิ่งลังเลที่จะเล่า แต่เขาจะซ่อนเรื่องใหญ่อย่างเขี้ยวหลอได้ยังไงกัน

                “เขาจับฉันได้” แจ็กสรุปสั้น ๆ “บอกว่าฉันต้องชดใช้ที่ฉันฆ่าคนพวกนั้น ถอนเขี้ยวฉัน”

                อะนาลุกพรวดจากเก้าอี้ “จริงเหรอ?!”

                “ฉันจะหลอกเธอไปทำไม”

                มือสองข้างของเธอเอื้อมมาประคองใบหน้า “ไหน ให้ฉันดูหน่อย”

                แจ็กอ้าปาก อับอายสิ้นดีที่จะต้องมาแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นแวมไพร์ไร้เขี้ยว อะนาจ้องมอง ขมวดคิ้วมุ่น เธอเกือบจะดูประทับใจที่เห็นว่ามันไม่ได้ถูกหัก แต่ถูกถอนออกไปทั้งรากทั้งโคนอย่างสะอาดสะอ้านเสร็จสรรพ ผละมือออก เธอนั่งลง

                “ป่าเถื่อนสิ้นดี! ฉันต้องคุยกับเขาหน่อยล่ะ–”

                “อย่าเลย”

                “แจ็ก”

                “มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ช่างมันเถอะ” แจ็กพูดไปงั้น มันเป็นเรื่องใหญ่ เขาแค่ไม่อยากคิดภาพให้กาเบรียลมาปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนสนิทของเขาเลยแม้แต่น้อย “เธอ… มีหนทางรักษามันไหม? ยาที่ช่วยได้? ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากได้เขี้ยวกลับคืนมา..”

                “ฉันเองก็ไม่แน่ใจ” อะนายอมรับ “ฉันเคยรักษาเขี้ยวฟารีฮาตอนเธอทำมันหัก แต่ก็ไม่ใช่ถูกถอนออกไปแบบนี้”

                แจ็กสูญเสียความมั่นไจไปเลย “แต่เราลองดูได้ไหม?”

                “ได้สิ” อะนาลุกจากเก้าอี้อีกครั้ง “ฉันจะไปหายา เธอนั่งดื่มชารอ ทำตัวสบาย ๆ “

                แจ็กทำตามที่เธอบอก เอนหลังกับพนักพิงแล้วยกชาขึ้นจิบ

                เขากลับถึงบ้านแล้ว             

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s