Ties That Bind (14)

Title: Ties that Bind
Fandom: Overwatch (Video Game)
Pairings: None?
Rating: M
Warning: Domestic Abuse, Child Abuse, Underage Smoking, Blackwatch!Jack, Strike-Commander!Gabriel, ABO, Beta!Jack, Omega!Gabriel, Alpha!Jesse, Original Character
Notes: บทส่งท้ายมาถึงแล่ว

                ถ้าคุณถาม– ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคุณถึงจะถามอะไรแบบนี้– แองเจิ้ลสามารถชี้ถึงช่วงเวลาที่ทำให้เขาเสียความใสซื่อของวัยเด็กไปได้อย่างเฉพาะเจาะจง ดุจปักเข็มหมุดลงบนแผนที่อย่างไรอย่างนั้น มันเป็น.. เดือนเมษายนกระมัง เขาอายุหกขวบ ถูกปลุกด้วยฝันร้ายที่แม้กระทั่งเขาในตอนนั้นเองยังจำไม่ได้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร งัวเงียเกินกว่าจะนึกถึง รู้แค่ว่ามันทิ้งความรู้สึกกระอักกระอ่วน ไม่สบายใจ ทำให้เขาข่มตาลงไม่ได้ เขาก็เลยกะจะไปหาพ่อ… ปาปี้ไม่ค่อยชอบเวลาเขางอแง ยืนกรานจะให้เขานอนคนเดียวตั้งแต่เด็ก ป๊ะป๋าไม่ค่อยชอบยุ่งกับเขา แต่ แด๊ดดี้ยอมให้เขาคลานขึ้นเตียงไปนอนด้วยเสมอ

                เขาค่อย ๆ ปีนลงจากเตียง เขย่งสุดตัวให้ถึงลูกบิดแล้วค่อย ๆ ดันบานประตูที่หนักอึ้งออกจากทาง เขากะจะเดินไปหาห้องของแด๊ดดี้ แต่ดันได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายจากข้างล่างเสียก่อน มันฟังดูเหมือนเสียงป๊ะป๋ากับปาปี้? มั้งนะ?

                สงสัย เขาหย่อนตัวลงบันไดทีละขั้น เดินตามต้นเสียงจนไปถึงห้องครัว

            “– แกไม่สมควรได้รับอะไรทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาพยายามเรียกร้องเลย เป็นแค่ชู้ของพ่อของลูกฉันแท้ ๆ แกยังจะมาปากมากอีก ฉันให้โอกาสแกให้มายืนหัวโด่อยู่ในบ้านนี้ก็บุญแค่ไหนแล้ว–” ปาปี้ตวาดยาวเหยียด เสียงแข็ง

            “ผมเป็นคู่ของคุณ โอเมก้า” และนั่นเป็นป๊ะป๋าแน่นอน ถึงเสียงของเขาจะไม่ใจดีเหมือนเก่า “รู้จักที่ต่ำที่สูงหน่อย”

                ปาปี้อุทาน “ที่ต่ำที่สูง? ฉันเป็นเจ้านายแก ฉันเป็นท่านผู้บัญชาการของโอเวอร์วอทช์–”

                “เออ เออ ก็ใช้ตำแหน่งข่มผมเข้าไปสิ คุณก็ทำเป็นอยู่อย่างเดียวแหละ” เสียงถ่มน้ำลาย “ให้แน่จริงอย่างที่พูดเถอะ”

                เขาจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงนี้ไม่ได้เป๊ะ ๆ มันเป็นภาพเลือน รายละเอียดเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เขาคิดถึงมัน จิตแพทย์บอกเขาว่ามันเป็นกลไกปกติของสมองที่จะปกป้องเราจากความทรงจำที่เจ็บปวด ซึ่งก็คงจะจริง เขาจำได้ว่ามีการต่อสู้อย่างหนัก เสียงร่างถูกเขวี้ยงไปอีกฟากหนึ่งของห้อง เสียงเศษผนังร่วงกราว เสียงมีดทำครัวกรีดกลางอากาศเมื่อป๊ะป๋าคว้ามันมาเพราะสู้แรงปาปี้ไม่ได้ แจกันสวยที่แด๊ดดี้ซื้อมาร่วงตกลงจากโต๊ะทานอาหารเมื่อปาปี้ถูกจับกดลงกับพื้นผิวของโต๊ะ–

                “ดูซิว่าถ้าผมจับคุณทำลูกอีกรอบคุณจะเริ่มสำเหนียกบ้างไหม–”

            และะ นั่นเป็นตอนที่แองเจิ้ลเริ่มร้องไห้อย่างเสียสติ

                ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตัวเองจะร้องไปทำไม ใช่ว่าเขาเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น.. ในตอนนั้น แต่ เขายังเด็ก และเขาก็กลัว สับสนกับความรุนแรงและเสียงโหวกเหวกที่ตนเองได้ยิน ทั้งสองคนชะงักเหมือนวิดีโอถูกกดหยุด แล้วก็กลับมามีชีวิตขยับเขยื้อนได้อีกครั้งเมื่อป๊ะป๋าขยับตัวก่อน ปรี่เข้ามาหาเขา ย่อตัวลงจนระดับสายตาของเราเท่าเทียมกัน เอื้อมมือมาลูบหัว

                “แองเจิ้ล ทำไมยังไม่นอนเนี่ย? ไม่เอา ไม่ร้องสิ คนเก่ง”

                 ปาปี้ยังนอนอยู่บนโต๊ะอยู่เลย หันศีรษะมามองแองเจิ้ลด้วยสายตาว่างเปล่า

                …ประเด็นของความทรงจำที่ทารุณในอดีตมีอยู่ว่า– คุณจะไม่เข้าใจมัน ณ ตอนที่คุณประสบกับมัน ต่อให้มีเวลาประมวลผลเป็นชาติ คุณจะพึ่งมารับรู้ถึงความร้ายแรงของมันตอนที่คุณโตกว่า มีวุฒิภาวะกว่า และคุณก็จะได้แต่ตั้งคำถามว่ามันเปลี่ยนคุณบ้างไหม ในอดีต เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับพ่อ ทัศนคติที่คุณมีต่อพวกเขามากน้อยเพียงใด

                ทุกวันนี้ แองเจิ้ลก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่เขารู้ว่าถูกส่งไปหาจิตแพทย์สิบรอบก็ไม่มีวันลบสิ่งที่เขาเห็นไปได้ ไม่หรอก

 




 

                “พร้อมรึเปล่า?”

                แองเจิ้ลอายุสิบสอง และเขานั่งอยู่หน้าห้องทดสอบที่โอเวอร์วอทช์ใช้ทดลองศักยภาพของเจ้าหน้าที่ เขาอยู่ในชุดออกกำลังกาย ประหม่า ผมยาวรวบเป็นหางม้าต่ำ แต่ก็ยังมีปอยผมหลุดออกมาเกะกะบนใบหน้าอยู่ดี แองเจิ้ลใช้มือม้วนผมปอยนั้นอยู่– ติดนิสัยที่จะทำเมื่อประหม่า– มองหน้าปาปี้ผู้ที่ตอนนี้กำลังพิจารณาเขา สำรวจตรวจสอบทุกภาษากายของแองเจิ้ล

                ปาปี้อยู่ในชุดลำลองแล้ว เสื้อคลุมประจำตำแหน่งถูกถอดออก คงจะถูกปล่อยปละจากหน้าที่แล้วในยามเย็น เพราะการทดสอบของแองเจิ้ลไม่ใช่การทดสอบมาตรฐาน และไม่จำเป็นต้องตามตารางเวลาปกติ ตอนนี้ปาปี้สวมแต่เสื้อแขนสั้นสีดำ และแองเจิ้ลเห็น รอยแดงรอบข้อมือ หรือแผลเป็นนูนตรงท้องแขนที่เป็นระเบียบและเรียบร้อยเกินกว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือของที่ระลึกจากภารกิจ รอยฟกช้ำดำม่วงสามารถเห็นได้ชัดบนผิวน้ำตาล และมันก็ทำให้เบ้าตาของปาปี้บวมช้ำแดงก่ำไปข้างหนึ่ง

                ถึงกระนั้น เขาก็ยังวางตัวสมเป็นท่านผู้บัญชาการ หลังยังคงตรงแบบพลทหาร และสีหน้ายังคงนิ่งเฉย อาจจะเรียกว่าเย็นชาเลยก็ได้ และแองเจิ้ลอิจฉาเขา หวังว่าตนเองจะซ่อนอารมณ์เก่งแบบนั้นบ้าง ตอนนี้เขาประหม่าจนเขย่าขาแล้วเนี่ย

                “ก็ พร้อมที่สุดเท่าที่พร้อมได้ล่ะฮะ” แองเจิ้ลตอบ ยิ้มแห้ง ๆ

                แต่ปาปี้ไม่รับคำตอบนั้น ขมวดคิ้วมุ่น “นั่นไม่ดีพอ ตอบมาว่าใช่หรือไม่”

                “ครับ– ครับผม” แองเจิ้ลตอบ ใจแป้ว “พร้อมครับ ท่าน”

                “อย่าทำให้พ่อขายหน้านะ”

                “ไม่ครับ”

                แองเจิ้ลเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง อีกห้านาที

                น่าจะพอสำหรับการสอดแทรกคำถามสักอย่างหนึ่ง “ปาปี้.. หวังอะไรจากผม”

                ต่อให้จะเย็นชาแค่ไหน ต่อให้จะห่างเหิน เข้มงวด และดุยังไง แองเจิ้ลก็ต้องยอมรับว่าเขาอยากได้ความเห็นชอบจากพ่อพอ ๆ กับที่เขาต้องการอ็อกซิเจน แองเจิ้ลไม่ต้องการอะไรมากหรอกในชีวิตนี้ เขาอยากลองเอ็กซ์บ็อกที่พึ่งออกใหม่ เขาอยากให้โรงอาหารเลิกเสิร์ฟพิซซ่าที่มีขอบเหมือนกระดาษลัง และเขาก็อยากให้ท่านผู้บัญชาการโอเวอร์วอทช์ภูมิใจในตัวเขา

                “ไม่มาก” เขาตอบ “แค่หวังว่าที่ผ่านมาลูกจะไม่ได้ขี้เกียจตัวเป็นขนแล้วฝึกตามที่พ่อวางแผนไว้ให้ ถ้าลูกทำตาม จากการคำนวณทั้งหมดแล้ว.. ลูกน่าจะพัฒนาจากการทดสอบครั้งที่แล้วมาก เราจะได้รู้กันซะทีว่ามันเป็นการพัฒนาปกติหรือไม่”

                อ้า ใช่ ทดสอบว่าการเจริญเติบโตของเขาเป็นปกติของเด็กแรกรุ่นทั่วไป หรือลูกของซุปเปอร์โซลเยอร์

                สนุกมาก

                “ลูกคงรู้อยู่แล้ว– พ่อหวังว่าลูกจะรู้อยู่แล้ว– แต่นี่สำคัญมาก” ปาปี้เริ่มเล่า นวดสันจมูกตนเองไปด้วยระหว่างพูด ไมเกรนเริ่มมาอีกแล้วกระมัง “ซุปเปอร์โซลเยอร์น้อยคนมากรอดชีวิตจากสงคราม และน้อยยิ่งกว่ามีลูกได้สำเร็จอย่างเรา ลูกเป็นกรณีพิเศษนะ และอาจจะเป็นความหวังของการสร้างซุปเปอร์โซลเยอร์รุ่นที่สอง มันสำคัญมาก มีสงครามให้เราต่อสู้เสมอ”

                ครับ ไม่กดดันเลยแม้แต่น้อย รักปาปี้จัง จุ๊บ

                “มาเร็ว อย่าให้พวกเขารอ”

                แองเจิ้ลลุกจากม้านั่ง ออกจากกระทะและเข้าสู่เปลวเพลิง

                การทดสอบขั้นแรกออกจะเบา ๆ มีตั้งแต่อะไรพื้นฐานอย่างการ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ตรวจสายตา ไปจนถึงการเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ เอ็กซ์เรย์ และสแกน ณ จุดนั้น แองเจิ้ลก็ได้เป็นปรมาจารย์ของการฉี่ใส่ถ้วยพลาสติกไปแล้วเรียบร้อย เลิกเขินตั้งแต่การตรวจครั้งที่สาม อย่างน้อยพวกหมอก็ชอบเขา คุยกับแองเจิ้ลได้ถึงแม้อาจจะเป็นแค่การทำไปเพื่อไม่ให้เขากลัว

                ขั้นที่สองก็ไม่หนักหนา เป็นการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย เขาวิ่งบนลู่โดยมีสารพัดสายติดอยู่ตามอก ตามชีพจร เขาโหนบาร์ วิดพื้น ลุกนั่ง พวกการออกกำลังพื้นฐาน ทุกขั้นตอน แองเจิ้ลจะจำบันทึกของคราวที่แล้วไว้ ว่าเขาทำได้ดีแค่ไหน และคราวนี้ เขาจะฝืนร่างกายให้ตนเองทำได้มากกว่าเดิม เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขามีการพัฒนา ถึงจะไม่มาก แค่เวลาที่ดีขึ้นหน่อย หรือจำนวนครั้งที่มากขึ้น อะไรก็ตามแต่ เขาอยากจะพิสูจน์ให้รู้ว่าที่ผ่านมาเขาไม่ได้นั่งกินนอนกิน เขาฝึกฝน

                ขั้นที่สาม… โอย ให้ตาย ขั้นที่สาม

                “ซิมมูเลเตอร์จะเริ่มทำงานภายในอีกสิบ.. เก้า.. แปด..”

                แองเจิ้ลยืนอยู่ในห้องที่กว้างสุดหูลูกตา ผนังและพื้นสีขาวโล่งสะอาด แต่เขารู้ว่ามันพร้อมที่จะเปลี่ยนเป็นทุกอย่างด้วยเทคโนโลยีฮาร์ดไลท์ เห็นเครื่องแสดงผลบนผนัง เห็นกระจกของห้องสังเกตการณ์บนผนังอีกฟากห่างออกไป เหล่านักวิทยาศาสตร์เตรียมปรับการทดสอบให้เข้ากับเขา เห็นปาปี้ลาง ๆ ด้วย ยืนมองเขาบนหอคอยงาช้าง

                “สาม.. สอง.. หนึ่ง”

                ไฟดับลงชั่ววูบ ทุกอย่างถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด และความเงียบงัน

                จากนั้น เสียงของอาธีน่าก็ประกาศ “จับเป้าหมาย”

                เมื่อไฟกลับมาอีกครั้ง ห้องที่เดิมทีว่างเปล่าก็กลายเป็นถูกเติมเต็มด้วยอุปสรรคสารพัดชนิด และฟังจากเสียงเข็มนาฬิกาแผ่วเบา ห่างไกลออกไป แองเจิ้ลคิดว่าเขากำลังถูกจับเวลาอยู่ ฉิบ รีบออกวิ่ง เขาปีนข้ามผนังแรกที่เห็น กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง ลอดผ่านทุกอย่างภายในชุดการเคลื่อนไหวอันคล่องแคล่วว่องไว เขาวิ่งมาจนเห็นหุ่นยนต์ฝึกซ้อมดักรออยู่ ยิงกระสุนที่– ถึงแม้จะไม่เป็นอันตราย แต่ก็น่าจะเจ็บไม่เบา– จากไกล ๆ ด้วยแขนสองข้างป้อแป้ของมัน เขาหลบกระสุนหวุดหวิด แล้วกระโจนเข้าใส่หุ่น สองแขนโอบรอบส่วน ‘หัว’ ของเจ้าหุ่นยนต์แล้วเหวี่ยงมันลงกับพื้น ทำร่างกายของมันขาดออกเป็นสองท่อน

                ผนังเปิดออกเป็นประตูและหุ่นถูกส่งเข้ามาเพิ่มอีกเรื่อย ๆ เขาเสียเวลาสู้กับพวกมันอยู่นานมาก ไม่มีอาวุธ ได้ใช้แต่มือเปล่า จับมันโยนเข้ากับผนังอีกข้าง หรือไม่ก็เตะมันออกไปจากตัวเอง แต่เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังถูกจับเวลา เขาจะมาเสียเวลาไปกับหุ่นก๊องแก๊งพวกนี้ไม่ได้นะ ให้ตายเถอะ ตัดสินใจเมินพวกมัน เขาออกวิ่งไปยังเป้าหมาย– ซึ่งทำให้เขาถูกยิงเข้าตามแขนตามขา บางนัดส่งเอาทั้งร่างของแองเจิ้ลสะดุดล้มร่วงไปข้างหน้า แต่เขาก็ยังยันตัวลุกขึ้นแล้ววิ่งต่อ–

                จนกระทั่งผนังปรากฏขึ้นกลางอากาศธาตุ บังเขาออกจากทางเดินอย่างสมบูรณ์แบบ

                พวกหุ่นนั้นโง่ แต่มันรู้แล้วว่าเขาติดแหงกอยู่ทางไหน กำลังมุ่งตรงมาติด ๆ แต่เขาดันมีผนังบังทาง ปีนได้ไหม? ไม่ มีอะไรให้ลอดผ่านได้รึเปล่า? เปล่า วิ่งอ้อมได้ไหม? ไม่ มันเหยียดทางยาวจากผนังอีกข้างสู่อีกข้าง.. โอ้ ไม่นะ

                หนทางเดียวที่จะผ่านคือทะลุ

                โอเค… นี่คือการทดสอบพลังของเขา.. โอเค เขาทำได้ ถ้าแด๊ดดี้ทำได้ ถ้าปาปี้ทำได้ แองเจิ้ลก็ต้องทำได้ สูดหายใจลึก เขากำปั้น เล็งเลยว่าตนเองจะชกเข้ากับผนังตรงไหน ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีถาโถมเข้าไปในหมัดเดียว ชกเข้ากับ–    

                เจ็บ เจ็บ เจ็บเจ็บเจ็บ เป็นแค่ผนังที่สร้างจากฮาร์ดไลท์แท้ ๆ แต่มันกลับแข็งและหนาเสียจนแองเจิ้ลประหลาดใจว่าทำไมข้อนิ้วของเขาถึงไม่แตก บดบี้เป็นผงเพียงเพราะแรงกระแทกลูกเดียว แต่เขากำลังถูกจับเวลา ถูกเฝ้ามองโดยสายตาของคนนับสิบ เขาต้อง.. เขาต้องทำให้ได้ กลั้นน้ำตาและชกเข้ากับผนังอีกรอบหนึ่ง แองเจิ้ลสาบานได้ว่าเขาได้ยินเสียงแตก

                ..รอย.. รอยร้าว

                รอยร้าวบนผนัง

                พวกหุ่นใกล้เข้ามาแล้ว พวกมันช้าก็จริง แต่ถ้าแองเจิ้ลมัวแต่เถลไถล ช้ากว่าพวกมัน เขาเสร็จแน่ แองเจิ้ลก้มลงมองข้อนิ้ว หลังจากชกใส่รอยร้าวซ้ำ ๆ ไปอีกหลายครั้ง ตอนนี้มันแดง แตก และเนื้อเหมือนจะถลอกออกจนเห็นกระดูกภายใต้ แค่เห็นเขาก็สยองแล้ว เปลี่ยนแผน แองเจิ้ลใช้ร่างตนเองกระแทกเข้าใส่ผนังแทน ไหล่ของเขาดันเข้ากับรอยร้าว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้ว–

                เขา.. เขาทำไม่ได้ รอยร้าวเหมือนจะใหญ่ขึ้น แต่มันอาจจะเป็นจินตนาการของเขาก็ได้ เพราะผนังก็ยังตั้งตรง

                เขาปวดนิ้ว ปวดมือ แล้วตอนนี้ก็ปวดไหล่ ความเจ็บปวดถาโถมเข้ามารวมถึงแรงกดดันของสถานการณ์ สายตาของผู้คนที่เฝ้ามอง จดบันทึก ประมวลผลข้อมูล สายตาของปาปี้ เวลาที่กำลังจับ ทุกเสี้ยววินาทีที่เขากำลังผลาญ–

                แองเจิ้ลทรุดลงกับพื้น ร้องไห้ใส่ข้อนิ้วเปื้อนเลือดของตนเอง เขาทำไม่ได้ เขาไม่ใช่ยอดมนุษย์ เขาไม่ใช่ซุปเปอร์โซลเยอร์ เขาอายุแค่สิบสอง ปาปี้ต้องการอะไรจากเขาวะ แองเจิ้ลเจ็บ เจ็บ เจ็บ– มัวแต่สติแตกอยู่กับเลือดจนไม่ทันได้ยินเสียงหุ่นถูกทำลายทิ้ง ลงไปกองกับพื้น สิ่งกีดขวางสลายไปกับแสง ทิ้งเขาไว้ในห้องเปล่า ๆ เช่นเดิม เสียงเข็มนาฬิกาหยุดเดิน

                หมอพาเขาไปทำแผล พูดปลอบตลอดทางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ส่วนปาปี้อยู่ที่ไหน ไม่มีใครทราบ พวกเขาหาไบโอติกฟิลด์มาเปิดให้แองเจิ้ล และแผลบนข้อนิ้วก็เลือนหายไปอย่างง่ายดาย ได้ผ่าห่มกันช็อกมาสวมบนไหล่ด้วยสิ อย่างน้อยก็ยังดีกระมังที่พวกเหล่าแพทย์เหล่านักวิทยาศาสตร์ยังสนใจถึงสภาพอารมณ์ของหนูทดลองพวกมันอยู่ แองเจิ้ลหยุดร้อง

                เขาได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ เดินออกจากห้องทดลองมาเจอปาปี้ยืนรออยู่

                ..โอ้ สีหน้านั่น แองเจิ้ลแย่แน่

                “พ่อขออย่างเดียว อย่าทำให้พ่อขายหน้า” ปาปี้พูลอดไรฟัน “และนั่นคือสิ่งที่ลูกทำ”

                แองเจิ้ลลูบข้อนิ้วตนเองด้วยความสลด “ผมขอโทษ ผมทำไม่ได้ มันเจ็บ–”

                “มันก็แค่ความเจ็บนิด ๆ หน่อย ๆ ลูกอายุสิบสองแล้วนะ ยังจะร้องไห้ขี้แยไปได้” ปาปี้ไม่หยุดว่า ตวาดใส่เขาใหญ่ โชคดีจริง ๆ ที่ไม่มีใครอยู่แถวนี้เป็นสักขีนพยานความอายของแองเจิ้ล “ลูกควรจะทนความเจ็บได้ ร่างกายของลูกควรจะ..”

                ปาปี้ส่ายหน้า “ไม่อยากเชื่อเลย ลูกไม่ใช่ซุปเปอร์โซลเยอร์”

                แองเจิ้ลก้มหน้า กัดริมฝีปาก อย่าไปเถียงเขา อย่าไปเถียงเขา..

                “ไม่ต้องทดลองกันต่อแล้ว เห็นได้ชัดว่าลูกไม่ใช่ เสียเวลากันจริง ๆ ณ จุดนี้ ลูกควรจะทำได้ตั้งหลายต่อหลาย–”

                “แล้วใครเขาอยากเป็นซุปเปอร์โซลเยอร์กัน!” จนได้ แองเจิ้ลทนไม่ไหว เถียงปาปี้ไปจนได้ ตวาดสุดเสียงจนเขาเสียงแตก “เว้ย ผมอยากเป็นซะที่ไหน ไม่ได้อยากเกิดมามีพลังเหนือมนุษย์ซะหน่อย ผมอยาก– ผมไมได้อยาก– ผม–”

                ปาปี้หรี่ตามองเขา แววตาอันตรายเป็นที่สุด “คิดให้ดีนะก่อนจะพูดอะไร”

                “ปาปี้ก็แค่เอาอารมณ์มาลงที่ผมเพราะโดนป๊ะป๋าทำร้าย–”             

                แองเจิ้ลไม่รู้เลยว่าอย่างไหนทำให้เขาเสียหลัก แรงมหาศาลภายหลังฝ่ามือที่ตบเข้ามาบนแก้ม หรือแค่ความเหนือคาดของการกระทำนั้น สิ่งที่แองเจิ้ลไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้เกิดขึ้นแล้ว และแองเจิ้ลถลาล้มไปกับพื้น มือกุมแก้ม ฟันเหมือนจะหลุด

                “อย่าพูดกับพ่อแบบนั้นอีก” ปาปี้กำมือ “เป็นเด็ดขาด”

                แองเจิ้ลถอยหนีทั้ง ๆ ในท่านั่ง ยันตัวลุกขึ้นแทบไม่ทัน และวิ่งหนีออกไปก่อนที่ปาปี้จะรั้งเขาไว้ทัน

                ฝีเท้าของเขานำพาร่างไปยังห้องทำงานของท่านผู้บัญชาการแบล็กวอทช์โดยอัตโนมัติ เขารู้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ มีเพียงคนเดียวที่จะเข้าข้างเขา แด๊ดดี้ เขาวิ่งผ่านเจ้าหน้าที่หลายคน ไม่สนถึงเสียงซุบซิบและสายตา ไม่สนว่าตอนนี้แก้มของเขาคงบวมแดงไปข้าง และหน้าก็คงใกล้จะร้องไห้อยู่รอมร่อ เขาวิ่งจนมาถึงหน้าห้อง กดรหัสบนแป้นแล้วรีบปรี่เข้าไป

                “แด๊ดดี้–”

                แองเจิ้ลชะงัก ปาปี้ไม่ได้อยู่คนเดียว

                เขากำลังยืนอยู่กับ..ผู้ชายคนหนึ่ง ผู้มีรัศมีที่แองเจิ้ลบรรยายได้คำเดียวว่า คุกคาม ดวงตาเรียวเล็ก สีเหมือนเหล็ก และผมปาดเจลเรียบไปข้างหลังติดกับหนึ่งศีรษะ สวมชุดสูทสั่งตัดที่น่าจะราคาแพงกว่าทุกสิงที่แองเจิ้ลมี เขาหันมามองแองเจิ้ล คิ้วเลิกขึ้นข้างหนึ่งด้วยความ.. สนใจ? แต่มันเป็นความสนใจรูปแบบที่แองเจิ้ลไม่อยากจะมีส่วนร่วมเลยแม้แต่น้อย

                “แองเจิ้ล!” แด๊ดดี้ร้องทัก ดูตกใจ แต่ยินดีที่ได้เห็นเขา “มานี่มา”

                แองเจิ้ลถลาเข้าไปกอดแด๊ดดี้เต็มรัก แต่ก็บังคับตัวเองไว้ไม่ให้ร้องให้ใส่อกเขา “แด๊ดดี้ นี่ใคร..?”

                “อ๋อ เอ่อ นี่คือคุณพีทรา” แด๊ดดี้ลูบหัวเขา ดันแองเจิ้ลให้หันหน้ามองอีกฝ่าย “เขากำลังทำการสืบสวน..แบล็กวอทช์”

                “และโอเวอร์วอทช์” สำเนียงคมกริบของพีทรากล่าวตอบ “ฮื่ม.. นี่ลูกชายของคุณใช่ไหม ท่านผู้บัญชาการ”

                “ครับผม” ความภาคภูมิใจแทบจะระเหยจากเสียงของเขา

                “ความหวังของเราที่จะต่อกรกับวิกฤติออมนิคครั้งที่สอง” พีทราฮัม “ทรัพยากรมากมายลงทุนไปกับเขา”

                แองเจิ้ลอดไม่ได้ที่จะสั่น ภายใต้สายตาที่กำลังประเมินค่าของเขาอย่างโต้ง ๆ หัวจรดเท้า

                “ผมมั่นใจว่าแองเจิ้ลจะเป็นคำตอบที่โครงการเอสอีพีตามหา” แด๊ดดี้ตอบเสียงนุ่ม “แองเจิ้ล ทดสอบวันนี้เป็นไงครับ”

                “มัน–”

                แด๊ดดี้จับผมทัดหู ลูบแก้มเขาเบาๆ “..แองเจิ้ล? เป็นอะไรรึเปล่าลูก?”

                “ผมรออ่านผลลัพธ์ไม่ไหวเลยล่ะ ผมติดตามโครงการนี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม” พีทราพูด

                “ผมหวังว่าคุณจะเห็นด้วยกับผม การพัฒนาของแองเจิ้ลนั้นเยี่ยมยอดไปเลย”

                “โอ้ แน่นอนครับ แน่นอน”

                แองเจิ้ลดีดตัวออกจากอ้อมกอดของแด๊ดดี้ เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายเสียใจมาก ๆ ที่ตนเองโดนผลัก แต่เขาไม่อยากทนอยู่ต่อ.. อย่างนี้ กับคนคนนี้ กลืนน้ำลาย แองเจิ้ลพยายามแก้ตัว “ผม– ผมไปดีกว่า ผมไม่อยากรบกวนแด๊ดดี้ตอนทำงาน”

                “ไม่รบกวนหรอก คุณพีทรา คุณให้เวลาเราได้ใช่ไหม”

                “ทำเป็นเหมือนผมไม่อยู่ในห้องได้เลย” พีทราเอียงคอ “แต่ มันคงจะดี ถ้าผมได้คุยกับอัจฉริยะตัวน้อยของเรา..”

                แองเจิ้ลขนลุกซู่ มองเรียวนิ้วยาวใต้ถุงมือขาวที่กำลังขยับราวขาแมงมุม “ไว้– ไว้คราวหลังดีกว่าฮะ”

                “คราวหลัง” พีทราทวนคำ

                “ผมมี– เอ่อ– การบ้าน”

                “แองเจิ้ล! ไหนบอกแด๊ดดี้ว่าทำแล้วไง” เขาดุ

                “ฮ่า ฮ่า ฮ่า คณิตศาสตร์น่ะฮะ ก็อย่างนี้แหละ” แองเจิ้ลรีบปลีกตัว เดินผ่านความหนาวเย็นที่แผ่จากร่างพีทรา

                แองเจิ้ลวิ่ง

 




 

                “ท่าทางวันนี้จะไม่ดีสินะ ไอ้หนู”

                แองเจิ้ลกลับบ้านมาเจอป๊ะป๋า นั่งดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่น ดื่มเบอร์เบิ้นกับน้ำแข็ง และสูบซิการิลโล่ มันประหลาด ที่ได้เห็นอีกฝ่ายในบ้าน แองเจิ้ลนึกว่าเขาจะอยู่ที่ฐานซะอีก เราทั้ง.. สี่คน มีห้องพักในฐานซือริช แต่ปาปี้ซื้อบ้านไว้ตอนแองเจิ้ลยังเด็ก ห่างจากฐานไม่นาน ไว้สำหรับให้แองเจิ้ลได้โตในบ้านจริง ๆ แทนที่จะเป็นฐานทัพทหาร ถึงกระนั้น พวกเขาก็ใช้เวลาในฐานเยอะจนแทบไม่ได้กลับมาที่นี่ เขานึกว่าจะกลับมาเจอบ้านเปล่า ๆ แต่ ประตูไม่ได้ล็อก และป๊ะป๋าก็นั่งอยู่ตรงนั้นไง

                … แองเจิ้ลไม่เคยรู้สึกปลอดภัยใกล้ป๊ะป๋าเลย ถ้าต้องให้ตั้งอันดับ มันคงจะเป็น แด๊ดดี้ ปาปี้ (แต่ตอนนี้ชักจะเริ่มคิดใหม่แล้ว) และก็ป๊ะป๋า ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นมิตรแค่ไหน ยิ้มกว้างเสียเท่าใด บางอย่างเกี่ยวกับชายคนนี้ก็ยังซึมซับเข้ามาใต้ผิวหนังแองเจิ้ล ทำให้เขากระอักกระอ่วนที่จะอยู่ใกล้ ป๊ะป๋าปล่อยควันออกจากปากเฮือกใหญ่ เป็นควันคลุ้งในอากาศ

                “นั่งลงก่อนสิ” เขาเสนอ

                ปกติ แองเจิ้ลคงจะปฏิเสธ ใช้ข้ออ้างการบ้านคณิตศาสตร์ตัวยง แต่วันนี้..

                เขานั่งลง

                “เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” ป๊ะป๋าถาม ระหว่างการสูบซิการริลโล่

                “ปาปี้… ปาปี้ตีผม”

                มันดูย้อนแย้งยังไงก็ไม่รู้สิ สารภาพกับคนที่ตีพ่อคุณว่าพ่อคุณตีคุณ สับสนใช่ไหม ฟังประโยครอบแรกแล้วลิ้นพันกับหู แองเจิ้ลไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงสารภาพให้ป๊ะป๋าฟัง อาจจะเพราะเขาไม่มีคนอื่นให้หันหน้าเข้าหาแล้วจริง ๆ

                “อ้อ ไปทำอะไรผิดเข้าล่ะ?”

                “ทำไมผมต้องทำอะไรผิดก่อนด้วย?” แองเจิ้ลเถียง “เขาตีผม เขา– เขาตีผม!”

                “ก็ เขาคงจะไม่ทำ ถ้าเธอไม่ได้ไปทำอะไรผิดก่อน ใช่ไหมล่ะ”

                “ผมไม่ได้ทำอะไรผิด!”

                ป๊ะป๋าเลิกคิ้วใส่

                “…ผมอาจจะไม่ผ่านการทดสอบ”

                เขาได้รับเสียงผิวปากเป็นการตอบกลับ “ว่าแล้วไง”

                “ว่าแล้ว?”

                “ดูแวบก็รู้ เธอไม่ใช่ซุปเปอร์โซลเยอร์”

                “นี่ผมน่าผิดหวังขนาดนั้นเลยเหรอ”

                ” ‘ผิดหวัง’ คงแปลว่าฉันหวังอะไรจากเธอ” ป๊ะป๋าตอบอย่างสบาย ๆ หยิบซิการิลโล่อีกหนึ่งมวนจากกล่องสวยหรูของเขา ยื่นมาให้แองเจิ้ล “ปล่อยเด็กให้เป็นเด็ก ฉันพูดแบบนี้เสมอแหละ ไม่เข้าใจกาเบรียลเขาหรอกว่าจะบังคับเธอไปทำไม..”

                แองเจิ้ลยกมือขึ้นปฏิเสธ มองมวนมะเร็งอย่างหวาด ๆ “ผมว่าผมไม่ควรสูบบุหรี่นะ”

                “เถอะน่า” ป๊ะป๋าดัน ๆ มวนซิการิลโล่ใส่ฝ่ามือเขา “นิดหน่อยเอง ฉันก็เริ่มสูบตอนฉันอายุสิบสองเหมือนกัน”

                เราสองคนจ้องตากัน การทดสอบว่าใครจะยอมใครก่อนกัน

                แองเจิ้ลรับมันมาคาบ

                “เด็กดี” ป๊ะป๋าชมเสียงหวาน จุดซิการิลโล่ให้เขาด้วยไฟแช็กสุดรักที่เขามักจะพกติดตัว

                อย่างที่คุณคงจะคาดเดาได้ แองเจิ้ลสำลักเละเทะเลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันต้องสูบยังไง สูดควันลงปอดรึ หรือแค่อมไว้ในปากก่อนจะพ่นออกมา แต่ป๊ะป๋าใจเย็นพอที่จะสอนเขาทีละขั้นตอน เชื่องช้าและสบายใจเฉิบอย่างที่ท่าทางของเขามักจะเป็น ผ่านการไอสำลักควันอยู่พักใหญ่ ๆ แองเจิ้ลก็สูบซิการิลโล่เป็น เขายังไม่เข้าใจว่ามันดีเด่ตรงไหน แต่ก็นั่นแหละ สูบได้

                ป๊ะป๋าไม่ดื่มเบอร์เบิ้นแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นใช้มือเหล็กโอบไหล่แองเจิ้ลแทน ดึงร่างเขาไปกอดแนบชิด

                โลหะเย็นเฉียบบนเนื้อผ้าที่เขาสวม

                “ไม่ต้องเป็นมันหรอก ซุปเปอร์โซลเยอร์” เขาพูด “ฉันไม่ใช่ซุปเปอร์โซลเยอร์ แต่ก็ไม่เห็นฉันแดดิ้นตายนี่ ใช่ไหม”

                ก็ใช่กระมัง แต่ ถึงแม้เขาจะไม่ใช่ซุปเปอร์โซลเยอร์ เจสซี่ แมคครี ก็ดูเป็นชายที่มีทุกอย่างจัดการเสร็จเรียบร้อย ไม่ต้องกังวลกับเรื่องใดเลยในชีวิต แองเจิ้ลแหงนหน้ามองดวงตาข้างหนึ่งของเขา เห็นสีแดงในดำ–น้ำตาลที่เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากน่ากลัว เน่าเฟะ เดดอาย ไม่ใช่ซุปเปอร์โซลเยอร์ แต่เขาก็ยังเป็นยอดสายลับ ยอดมือปืน ยังมีดี

                “ทุกคนจะผิดหวังมาก” แองเจิ้ลพึมพำ “ลงทุนไปมากมายกับผม”

                “เขาทำกันเองนี่ ใช่ไหม ไม่เห็นถามเธอซะหน่อย”

                “ก็ใช่–”

                “งั้นเธอก็ไม่ผิด”

                เขาถูกตบไหล่เบา ๆ ปลอบโยน แองเจิ้ลต้องยอมรับ เขารู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย

                “แองเจิ้ล”

                “ครับ?”

                “ถ้าป๊าบอกว่า มีหนทางที่เราจะหนีจากทุกอย่าง.. เธอจะสนใจไหม”

                แองเจิ้ลขมวดคิ้ว สับสน “ป๊าหมายถึง..?”

                “เธอจะไม่ต้องเป็นในสิ่งที่เธอไม่อยากเป็น จะไม่มีใครบังคับให้เธอทำอะไรอีกเลย” ป๊ะป๋าเกริ่น พรมนิ้วเหล็กบนไหล่แองเจิ้ลเป็นจังหวะ “ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ได้ ถ้าไม่อยาก ฉันจะสอนสิ่งที่มันจำเป็นจริง ๆ ให้ สอนให้ยิงปืน สอนให้ดื่ม สอนวิธีเอาตัวรอดบนถนน ในธรรมชาติ ทุกกลวิธีในเกมต้มตุ๋น ไม่ว่าจะไพ่หรืออะไรก็ช่าง และเราจะได้เดินทางตั้งแต่กรุงเทพถึงแคลกะรี..”

                แองเจิ้ลผละจากอ้อมกอดของพ่อ งุนงง “ป๊าคิดจะหนีโอเวอร์วอทช์เหรอ”

                ป๊ะป๋าเหยียดยิ้ม “พึ่งจะคิดออกเหรอ”

                “ป๊าทำอย่างนั้นไม่ได้!” แองเจิ้ลรีบปฏิเสธ แต่ก็คิดข้ออ้างอื่นไม่ออกนอกจาก “แด๊ด– แด๊ดดี้รักป๊ามาก”

                เขาเห็นเสมอ ยามที่ทั้งสองอยู่ด้วยกัน บางครั้ง เขาสงสัยด้วยว่าแด๊ดดี้อาจจะรักป๊ามากกว่าปาปี้เสียอีก มีความรักความเอ็นดูอยู่ในสายตารูปแบบที่ขนาดแองเจิ้ลเองยังไม่เคยได้รับ เสียงหัวเราะสรวลระหว่างคนสองคน บ่งบอกได้ถึงคำเดียว ความสุข เขาไม่คิดว่าปาปี้จะเสียใจหรอกหากป๊ะป๋าหนีไป แต่แด๊ดดี้ตรอมใจแน่ ไม่ต้องสงสัยเลย

                “เขากับป๊า มัน.. ซับซ้อน” ป๋าถอนหายใจ “นี่ แองเจิ้ล เธออาจจะไม่รู้ เพราะเราไม่บอกเรื่องพวกนี้กับเด็ก แต่สถานการณ์แบล็กวอทช์ตอนนี้น่ะ ไม่ได้เรื่องเลย ทุกอย่างมันเริ่มพังไม่เป็นท่าตั้งแต่ทาลอน.. ตั้งแต่ทาลอน..”

                ป๊ะป๋าส่ายหน้า “เอาเป็นว่า หนูควรจะจากเรือก่อนที่มันอับปาง”

                “ป๊าจะไปไม่ได้นะ”

                “แล้วเอ็งจะทำอะไร ยิงฉันรึ”

                แองเจิ้ลรู้ดีว่าเขาห้ามอะไรไม่ได้ นอกจากพูดซ้ำ ๆ “ป๊าจะทิ้งเราไม่ได้ ผมจะ– ผมจะฟ้อง–”

                “ฉันกำลังยื่นข้อเสนอให้เธออยู่” ป๊ะป๋าพูดด้วย ทั้งสีหน้าและน้ำเสียง ที่จริงจังเอามาก ๆ เขาไม่เคยเห็นอารมณ์นี้จากอีกฝ่ายมาก่อนเลย “เราสองคนเหมือนกันมากกว่าที่เธอคิด แองเจิ้ล เรามีวิญญาณเดียวกัน เราอยู่ด้วยกันได้ และเราควรจะอยู่ด้วยกัน ทนอยู่ต่อไป และพวกเขาจะบังคับเธอให้เป็นทุกอย่างที่เธอไม่อยากเป็น อ้างสารพัดถึงอนาคต ถึงสันติภาพ ถึง–”

                เขาหยุดตัวเองกลางประโยค “แองเจิ้ล”

                “ครับ?”

                “ฉัน.. ฉันเป็น..” ป๊ะป๋ากัดริมฝีปาก “ฉันเป็น..พ่..”

                แองเจิ้ลนิ่ง ตั้งใจฟัง

                “…ช่างมันเถอะ” เขาถอนหายใจ “จะไม่มาด้วยแน่นะ?”

                “ผมทิ้งแด๊ดไว้ไม่ได้” แองเจิ้ลพึมพำ

                ป๊ะป๋าพยักหน้า ถอดหมวกคาวบอยคู่ใจสวมให้เขา แล้วก็ลุกออกไปจากโซฟา

                ทิ้งแองเจิ้ลไว้กับซิการิลโล่ที่ยังสูบไม่หมดมวน

 




 

                ไม่มีใครพบเจอ เจสซี่ แมคครี อีกเลยตั้งแต่นั้นมา

                วันรุ่งขึ้น ข้อมูลของแบล็กวอทช์ถูกปล่อยสู่สาธารณะ

 




 

บางคนอาจจะงงว่าทุกอย่างมันฉิบหายลงขนาดนี้ได้ยังไง
แต่ นั่นแหละ เราจงใจไม่เขียนถึงว่าอะไรมันจุดชนวน เพราะ! คุณอยู่ในมุมมองของแองเจิ้ล และเด็กมันไม่รู้
เราอยากจะทิ้งท้ายให้คุณเดากันเองน่ะว่าอะไรทำให้ความสัมพันธ์ที่เหมือนจะลงตัวแล้ว ดิ่งลงเหว
อะไรกันที่ทำลายโอกาศสุดท้ายที่กาเบรียลมอบให้ทั้งคู่
อะแฮ่ม เดี๋ยวมีตอนพิเศษอีกตอนหนึ่งในอนาคต และเราก็จะไม่แต่งอะไรเกี่ยวกับโลกนี้แล้ว stay tuned

Advertisements

One thought on “Ties That Bind (14)

  1. เอะ อะ เห้อออออ วอซ…..แต่ก็รู้อยู่แล้วล่ะ ความสัมพันธ์แบบนี้อยู่ไม่รอดหรอก555

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s