A Trip Down Memory Lane

Title: A Trip Down Memory Lane
Fandom: Overwatch (Video Game)
Pairings: Jack Morrison/Soldier: 76
Rating: E
Words Count: ระดับสี่พันคำ

Warning: Selfcest, Age Difference, Car Sex, Blowjob, Kinda.. rough sex
Notes: ฟิคนี้เป็นคอมมิชชั่น ใครสนใจ โปรดคอมมิชชั่นเราที่นี่

                ทุกการทดสอบที่เกี่ยวข้องกับ ลีน่า อ็อกซ์ตัน แจ็กมีสิทธิ– ไม่ใช่แค่เพียงได้รับอนุญาต– ให้สังเกตการณ์ ห่าง ๆ ในอีกห้องหนึ่ง กั้นด้วยกระจกหนาที่แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็ปกป้องเขาจาก “ความเสี่ยง” ที่อาจสร้างผลกระทบ แจ็ก.. สนใจในตัวคาเดทอ็อกซ์ตันเป็นพิเศษ ตั้งแต่ตอนที่เรายังหาวิธีรักษา ‘อาการ’ ของเธอไม่ได้ ย้อนกลับไปอีกตอนที่เธอยังเป็นนักบินของสลิปสตรีม เธอมีไฟในแบบที่แจ็กไม่ได้เห็นมานาน แม้กระทั่งในแววตาของเขาเองบนผืนกระจก

                เช่นเดียวกับทุกวัน เขาก็เลยสละเวลาว่างอันน้อยนิดในตารางงานมาเฝ้ามองผลการทดสอบของอ็อกซ์ตัน ตั้งแต่ที่วินสตันสร้างโปรโตไทป์ของเครื่องเร่งเวลา อาการของอ็อกซ์ตันก็คงเส้นคงวาขึ้นมาก เธอยังมีอาการแทรกซ้อนประหลาด ๆ อย่างผลุบโผล่หายไปในอดีตและอนาคต มองเห็นภาพซ้อนของตนเอง หรือผลกระทบเกี่ยวกับความทรงจำ– แต่ส่วนใหญ่ ผลลัพธ์ออกมาเป็นแง่บวก วันนี้ วินสตันกำลังทดลองโปรโตไทป์อันใหม่ อนุญาตให้อ็อกซ์ตันขยับเขยื้อนโดยไม่ต้องสวมเครื่องติดกาย แค่วางมันไว้ในรัศมีบริเวณที่เธออยู่ โดยรวม เท่าที่ดูมา.. มันผ่านไปด้วยดี ไม่มีผลข้างเคียงเลวร้ายที่น่ากังวล

                จนกระทั่ง…

                “เอ่อ วินสตันจ้ะ?” อ็อกซ์ตันเอ่ย ความกังวลลากในน้ำเสียง เธอก้มลงมองสองมือของตนเอง ภาพตัวตนของหญิงสาวกระพริบไปมาเหมือนทีวีที่สัญญาณไม่ชัดเจน คนทั้งคน หายไปในอากาศธาตุราวภาพลวงตา “ฉัน– รู้สึก–”

                โปรโตไทป์ของเครื่องเร่งเวลาบนพื้นส่งควันฉุยและประกายไฟ มันกระตุกจนเด้งจากพื้นเป็นจังหวะ

                แจ็กรู้ดีว่าวินสตันและทีมนักวิทยาศาสตร์ของเขามีทุกอย่างไว้ภายใต้การควบคุม ไม่มีความจำเป็นเลยที่ทหารเก่าห่างสมรภูมิอย่างเขาควรจะแส่ตัวเข้าไปชั่ว แต่.. เรียกมันเป็นสัญชาติญาณก็แล้วกัน ปฏิกิกริยาตอบสนองอัตโนมัติ สีหน้ากังวลและสุ้มเสียงเจ็บปวดของอ็อกซ์ตันส่งผลให้แจ็กรีบขยับตัวจากฝ่าเท้า สั่งอาธีน่าให้ลดที่กั้นลงขณะที่เขาพุ่งตัวเข้าไป

                อ็อกซ์ตันหันมามองเขา ตาโต วินสตันสบถด้วยคำศัพท์บางอย่างที่หยาบคายผิดธรรมชาติของนักวิทยาศาสตร์

                เครื่องเร่งเวลาระเบิดออก แผ่รัศมีสีฟ้าออกกว้างเหมือนกระแสไฟฟ้า

                จากนั้น… แจ็กไม่รู้สึกถึงอะไรเลย

 




 

                ถ้าคุณถามเจ็ดสิบหก เวลาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน หากคุณเคยเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินทางผ่านเวลาได้ง่ายดายราวเดินดิน คุณควรจะรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่ควรจะริอาจเหิมเกริมกับเวลาเช่นนั้น แต่ แน่นอน ตัวเขาในอดีตห่างจากคำว่าฉลาดอยู่มาก

                แต่อีกอย่างหนึ่งที่เขาไม่รู้เกี่ยวกับเวลา– ก็คือความรวดเร็วของมัน ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่อดีตจะย้อนหวนเข้ามากัดคุณเข้าบนก้น หรือ ในกรณีนี้ ‘คร่อมอยู่บนร่างคุณ’ นาทีแรก เจ็ดสิบหกเดินอยู่เฉย ๆ กำลังจะกลับแหล่งกบดานของเขาชั่วคราวหลังจากจัดการกับแก๊งอาชญากรในพื้นที่ นาทีที่สอง เขาถูกน็อกลงไปนอนกับพื้น แบนราบ แขนขาอ้าออกเพราะน้ำหนักที่กดลงบนตัว

                “อะ..อะไรกัน”

                ดวงตาสีฟ้าใต้หน้ากากสบเข้ากับดวงตาสีฟ้าดวงเดียวกัน ครั้งที่สองในชีวิต แต่ในสถานการณ์ที่ผิดเปลี่ยนไปมาก

                เจ็ดสิบหกคำรามลอดไรฟัน ถ้าเขาขยับสะโพกแรงพอ เขาคงจะส่งร่างของ..ตัวเขาเองให้ลุกกระเด็นไปอีกทางหนึ่งได้ แต่ ณ ขณะนี้ ตัวเขาจากอดีตล็อกสะโพกเจ็ดสิบหกไว้ด้วยการคุกเข่าล้อมสองข้าง มือของเขายันพื้นอยู่ไม่ห่างจากข้างหูเจ็ดสิบหก ส่งผลให้ใบหน้าของเรา– ซวยหน่อยนะ– ห่างกันแค่คืบ เจ็ดสิบหกจ้องมองใบหน้าอันแสนอ่อนเยาว์ของตนเองแล้วก็คิด…

                นี่เขาเคยหน้าโง่ขนาดนี้เลยเรอะ ไม่แปลกใจเลยที่สหประชาชาติเลือกให้เขาเป็นใบหน้าของโอเวอร์วอทช์ ผลักเขาขึ้นตำแหน่งสูงสุดสู่เค้กชิ้นบนสุดราวกับวิปครีมแสนขาว ยังมีสีทองหลงเหลืออยู่บ้างบนศีรษะของแจ็ก!หนุ่ม แต่มันยิ่งทำให้เขาดูเหมือน ออล–อเมริกัน หนุ่ม–ข้าง–บ้าน–คุณ ที่พร้อมแล้วจะเล่นฟุตบอลและชนะราชางานพรอม เขาช่างดู… ซื่อ

            ภาพลักษณ์ที่ไม่เข้ากับทหารกล้า

                เจ็ดสิบหกรู้ว่าเขาเองก็คงกำลังถูกจ้องเหมือนกัน หน้ากากประหลาด ภาพใบ้ของรอยแผลเป็น แต่ แจ็ก.. (พิลึกจริง ๆ ที่ต้องมาเรียกชื่อตนเองเป็นคนอื่น) รวบรวมตนเองได้เร็วพอ เหวออยู่พัก แต่หลังจากนั้นก็รีบผละออก ลุกขึ้นยืน

                เขาก้าวขาออกจากร่างเจ็ดสิบหก ปัดฝุ่นออกจากเครื่องแบบที่ไร้ซึ่งรอยเปื้อนและรอยยับ “ขอโทษที..”

                เจ็ดสิบหกลุกขึ้นยืนบ้าง ส่งเสียงแค่ในลำคอเป็นการ ไม่เชิง–ตอบกลับ

                “นี่อาจจะฟังดูบ้า..” แจ็กพึมพำ ยกมือขึ้นเกาแก้ม “แต่ ผมมาจากอนาคต”

                เจ็ดสิบหกกลอกตาอยู่หลังหน้ากาก “มันไม่บ้าหรอก”

                “ไม่?” เขาดูแปลกใจ คิ้วสองข้างเลิกขึ้น “ในอนาคตเราคิดค้นเครื่องเดินทางข้ามเวลากันแล้วหรือ?”

                “..ทำนองนั้น”

                “ผมต้องหาทางกลับ” แจ็กนิ่งอยู่ครู่ ครุ่นคิด “ผมรู้จักคนที่น่าจะช่วยผมได้ ถ้าคุณสามารถนำทาผมไปยังฐานโอเวอร์วอทช์ที่ใกล้ที่สุดได้ ผมจะขอบคุณมาก.. คุณรู้จักใช่ไหมว่าโอเวอร์วอทช์คืออะไ– อ้อ แน่นอน คุณต้องรู้อยู่แล้วสิเนอะ”

                .. ชอบด่วนสรุปเสียด้วย มาครบแพ็กเก็จเลยใช่ไหม เขาเนี่ย

                เจ็ดสิบหกยืนอยู่ตรงนั้น จ้องมองอดีตของตนเอง ตัวตนของเขาที่เยาว์กว่า ซื่อกว่า โง่กว่า– ง่ายดายที่จะบงการ ชักจูง นี่น่าจะเป็นสมัยก่อนที่เขาจะถูกควบคุมราวหุ่นเชิดโดยอำนาจหลากหลายรูปแบบ แต่ก็คงใกล้แล้วแหละ หากริ้วรอยที่เริ่มปรากฏบนใบหน้าบ่งบอกเวลากับเจ็ดสิบหกได้ เขาจดจ้องมัน แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า: บางที ฉันอาจจะสามารถจบทุกอย่าง

                ณ ตรงนี้ ก่อนที่มันจะเริ่มขึ้นเสียอีก ก่อนที่การทุจริตในโอเวอร์วอทช์จะฝังรากลึกจนทำให้ทุกอย่างเน่าใน เริ่มจากแบล็กวอทช์ จนมาถึงเรา เหมือนอวัยวะตายไปทีละส่วน มันมีความเป็นไปได้ว่าเขาสามารถจะ.. หลีกเลี่ยงชะตากรรมที่เกิดขึ้น

                แต่ถ้าอดีตเปลี่ยน จะเกิดอะไรขึ้นกับปัจจุบัน? เขาจะหายไปไหม อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเกิดมันเปลี่ยนอนาคตได้จริง แต่สร้างคู่ขนานใหม่ที่เลวร้ายยิ่งกว่าขึ้นมาล่ะ? คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเจ็ดสิบหกเปลี่ยนมันได้ไหม แต่อยู่ที่ว่าเขาควรเปลี่ยนมันรึเปล่า อย่างที่เขากล่าวข้างต้น เวลานั้นละเอียดอ่อน ไม่ใช่ทุกคนที่ควรจะริอาจเหิมเกริมกับเวลา เขาเป็นทหาร แต่สุดท้าย– มนุษย์

                “ฉันพานายไปได้” คำโกหก เขาจะพาไอ้นี่วิ่งวนหางตนเองเหมือนหมา “ถ้านายจะมากับฉัน?”

                มาก็ดี ต้องมีใครสักคนระวังไม่ให้ตัวเขาในอดีตถูกฆ่า เจ็ดสิบหกไม่อยากจะหายไปจากโลกก่อนที่จะสำเร็จลุล่วงเป้าหมายที่ตนเองอุตส่าห์วางไว้ดิบดี และ.. นั่นคือสิ่งที่ “เจ็ดสิบหก” เคยทำกับเขา “แจ็ก” ในอดีต เขาควรจะทำตาม

                “เยี่ยม!” แจ็กกล่าว ฟังดูพอใจมาก ๆ กับตนเอง “ขอบคุณ คุณ..?”

                “เจ็ดสิบหก”

                “เจ็ดสิบหก.. ออมนิคและไซบอร์กมีชื่อที่…เป็นเอกลักษณ์ดีจัง”

                เจ็ดสิบหกอดกลั้นไม่ให้ตนเองถอนใจอีกรอบ ตัดสินว่าเขาเป็นไซบอร์กเพราะหน้ากาก คลาสสิค

                เราเริ่มออกเดิน แต่ขาของแจ็กไม่ใช่สิ่งเดียวที่เริ่มทำงาน “เราอยู่ที่ไหน?”

                “โคโลราโด”

                “ถ้าเช่นนั้น ฐานสังเกตการณ์ที่ใกล้ที่สุดคงจะเป็นในแกรนด์เมซา”

                เจ็ดสิบหกยักไหล่

                “จะว่าไป.. ปืนกับหน้ากากของคุณช่างดูคุณตา คุณเป็นเจ้าหน้าที่โอเวอร์วอทช์?”

                “เจ้าหน้าที่อิสระ” เจ็ดสิบโกหก “เถือกนั้น”

                “คุณคงจะดูออกสิท่าว่าผมเป็นใคร”

                ทั้งโลกไม่ได้หมุนรอบแก ไอ้หนู “รู้”

                “ยินดีที่ได้เจอเจ้าหน้าที่โอเวอร์วอทช์ด้วยกัน ผมล่ะเกรงว่าในอนาคตจะ– ก้มลง!”

            เจ็ดสิบหกโดนกระแทกลงกับพื้น– อีกแล้ว!– รอบที่สองของวัน เขาควรจะจำเหตุการณ์นี้ได้ น่าจะมองเห็นว่ามันกำลังเกิดขึ้นเป็นไมลส์ก่อนมันมา เขาเป็นความจำยาวจะตาย แต่… เขาก็ยังประหลาดใจอยู่ดีเมื่อร่างของตนเองถูกคุ้มกันโดยแจ็ก อีกฝ่ายใช้ร่างพาดเงาผ่านเจ็ดสิบหกราวตนเองเป็นเกราะกันกระสุน มือยกขึ้นกดไซเบอร์เนติกส์ครอบตา สแกนอาณาเขต

                “สไนเปอร์”

                พวกสมาชิกแก๊งยังเหลืออยู่? ไม่ใช่ปัญหา เขารู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดขึ้น รู้ว่า–

                แจ็กคว้าปืนไรเฟิลของเขาจากพื้นอย่างว่องไว ไม่คิดจะขออนุญาต ทำตามสัญชาติญาณโดยไม่คิดหน้าคิดหลังอย่างที่ตัวเขาในอดีต (และจนถึงทุกวันนี้) เคยชิน มันเป็นการตอบสนองที่ว่องไว เจ็ดสิบหกเห็นเหตุการณ์เกิดขึ้นแค่สามอย่างเหมือนภาพถ่ายสลับไว ๆ แจ็กชักปืนขึ้น เล็งด้วยความแม่นยำราวจับวาง เสียงปืน สีแดงของเลือดจากหน้าต่างตึกข้างบน

                ร่างของแจ็กไม่สะเทือนเลยตอนที่ไรเฟิลถีบกลับ เขาถือมันอย่างทะมัดทะแมง ง่ายดายจนเจ็ดสิบหกสงสัยว่าเขาไม่เอะใจบ้างรึไง ไม่คิดบ้างหรือว่ามันเป็นธรรมชาติเกินไปจนต้องมีบางอย่างผิดปกติ แจ็กหายใจทางปากเฮือกใหญ่

                “ไม่รู้สึกง่ายขึ้นเลย ว่าไหม?”

                เจ็ดสิบหกมองเขา และเห็นตนเองในแบบที่ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์เท่านั้น

                “ใช่..”

                บางที แจ็กอาจจะไม่จำเป็นต้องได้รับการ ‘ปกป้อง’ มากเท่าที่เจ็ดสิบหกคาดไว้

 




 

                แจ็กเดินทางกับเจ็ดสิบหกมาสักพักแล้ว ในรถที่เขาขโมยคนอื่นมาเห็น ๆ ทุบกระจกแล้วเปิดประตูหน้าด้าน ๆ แต่อ้างว่าเขามีสิทธิ์ ‘ยึดไปใช้’ ในฐานะเจ้าหน้าที่โอเวอร์วอทช์ (พอถึงฐานแกรนด์เมซาเมื่อไหร่ แจ็กจะพูดกับผู้ดูแลของเขาอย่างแน่นอน) บนถนนหนทางอันแสนยาวไกลของรัฐโคโลราโด แจ็กไม่สามารถพูดได้ว่าเจ็ดสิบหกเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีนัก

                อย่างแรกเลย เขาไม่ค่อยพูดถึงตนเองเท่าไหร่ เขาบอกแค่ว่าเขากำลังปฏิบัติภารกิจจัดการอาชญากรในพื้นที่ เขาถึงได้มีสไนเปอร์คนนั้นติดตาม แต่.. มันแปลก โอเวอร์วอทช์ไม่น่าส่งเจ้าหน้าที่คนไหน– เดี่ยว ๆ แบบนี้– โดยไม่มีกำลังเสริม ผู้ดูแลคอยกำกับ สักทาง ที่จะควบคุมความก้าวหน้าของเจ้าหน้าที่ นอกจากเรื่องนี้ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย ไม่มีชื่อจริง (เจ็ดสิบหกน่าจะเป็นแค่โค้ดเนม ถูกไหม) ไม่ถอดหน้ากากออก และทำตัวลึกลับกับทุกอย่างแม้กระทั่ง เฮ้ วันนี้อากาศดีจังเลยนะคุณ

            อย่างที่สอง เขามีอารมณ์บูดบึ้งที่คงจะท้าทายกาเบรียลให้เสียตำแหน่งรางวัลที่หนึ่ง ‘คนที่อารมณ์เสียง่ายที่สุดในโลก’ แจ็กทำอะไรไม่ได้สักอย่าง โอเวอร์วอทช์มีหัวหน้าใหม่รึยังไงกัน? หรือว่าเขาทำตนเองหมดความน่าเคารพไปตอนไหน? เจ็ดสิบหกถึงได้ปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นแค่ตุ๊กตาหน้ารถ แจ็กเปลี่ยนวิทยุเองไม่ได้ แจ็กนั่งเหยียดขาวางบนหน้ารถไม่ได้

                แจ็กหายใจแรงไปไม่ได้

                มันเหมือนการเดินทางเคียงข้างกับระเบิดเวลา ไม่รู้เลยว่าอะไรจะไปสะกิดชนวน

                นั่น.. ไม่ได้หยุดแจ็กจากการสะกิด “คุณอายุเท่าไหร่?”

                ซึ่ง ในภาษาเจ็ดสิบหก ดันแปลว่า “แกคิดว่าฉันแก่เรอะ?”

                “เปล่า!” แจ็กรีบแก้ตัว “คุณแค่..”

                ในตลอดเวลาที่เราเดินทางมา เราถูกไล่ตาม.. หลายครั้ง ตั้งแต่การที่พนักงานหลังเคาน์เตอร์ในร้านสะดวกซื้อยี่สิบสี่ชั่วโมงจับได้ว่าเขาเป็นใคร ไปจนถึงการไล่ล่าบนรถสี่ล้อที่เกือบทำให้แจ็กหัวใจวาย แต่ ทุกครั้ง เจ็ดสิบหกรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างไร้ที่ติ แจ็กมีช่วยบ้างก็จริง แต่ก็แค่นิดหน่อย ส่วนใหญ่เป็นไปในฝีมือเจ็ดสิบหก การตอบสนองว่องไวราวเขาเดาได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาต่อสู้เหมือนทหาร เหมือน… คนจากโปรแกรมเอสอีพี เทคนิคคล้ายคลึงกับแจ็กจนน่าใจหาย

                แต่เห็นได้ชัดว่าเขาชราภาพ ผมหงอกบนศีรษะ น้ำเสียง หรือตอนนั้น ที่เขาถอดเสื้อในรถ และแจ็กเห็นรอยแผลเป็นเต็มร่างที่ไม่ได้มาจากเวลาอันสั้น แต่น่าจะเป็นการสะสมจากช่วงเยาว์วัยจนถึงวัยชรา เขารู้สึกเหมือนดวงวิญญาณที่เก่าแก่

                “มันแค่.. ตลก ผมกลัวมาตลอดเรื่องความแก่” ต้องการมากกว่าที่จะตายไปในสงคราม หรือสละชีวิตตนเองอย่างกล้าหาญเพื่อเสรีภาพ เพื่อส่วนรวม ไม่ต้องการที่จะนั่งอยู่หลังโต๊ะ ทำงานเอกสาร ลากสังขารจนถึงวันที่ตนเองร่วงโรย ตาฝ้าฟางเหมือนคนในครอบครัวที่มีปัญหาเรื่องสายตา ซุปเปอร์โซลเยอร์เซรุ่มเสื่อมสภาพจนไม่เหลือ “แต่เห็นคุณ ผมรู้สึกว่า..”

                “เฮ้ บางที อนาคตอาจจะไม่เลวร้ายนัก ผมอาจจะยังสามารถสู้ศึกได้อย่างที่ผมคาดฝัน”

                มือของเจ็ดสิบหกกำแน่นรอบพวงมาลัยจนมันแทบจะหลุดออกมา เขาเงียบไปเป็นเวลานานมาก

                “แก..ไม่..”

                “หา?”

                เสียงของเขาแตก “แกไม่ควรจะกล้าสารภาพความกลัวของตนเองกับ.. คนแปลกหน้า!”

                ไม่ควรเหรอ? แจ็กแค่ไม่คิดว่าเขาจำเป็นจะต้องซ่อนความกลัวของตนเองมากนัก ผ่านมาแล้วช่วงที่ตนเองยังเด็กและคิดว่าตนเองแกร่งกว่าใคร ให้มันรู้กันไปดีกว่าให้ทุกคนคาดเดาแผนร้ายจะทรมานเขา “ผมไม่อับอายที่ผมกลัว”

                “แกมันช่าง.. ซื่อบื้อ”

                แจ็กกระพริบตา รู้สึกเจ็บใจนิด ๆ “ผมเปล่านะ”

                “เหอะ”

                “ผมเคยเห็นสิ่งที่หลายคนจินตนาการไม่ถึง– สงคราม”

                “และมันไม่ได้ทำให้แกเป็นไอ้งั่งจากอินดีแอน่าน้อยลงเลยสักนิด”

                แจ็กยักไหล่ คุณอาจจะพาชายหนุ่มออกจากอินดีแอน่าได้ แต่คุณเอาความอินดีแอน่าออกจาร่างเขาไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แค่แปลว่าเขาทำให้รัฐเกิดภูมิใจ เขาเอนหลังไปกับพนักพิง แล้วก็ยอมรับตามตรง “ผมไม่คิดว่านั่นเป็นเรื่องแย่”

                เจ็ดสิบหกคำราม “นายมองโลกผ่านกระจกสี”

                ซึ่งก็ตลกดี เมื่อออกจากปากชายที่สวมแว่นสีแดงครอบตา

                “ผมอาจจะมองโลกในแง่ดีไปบ้าง ฟ้องผมเลย– แต่ไม่ใช่ว่าผมควรเป็นเหรอ ในตำแหน่งของผม?”

                “ไม่”

                แจ็กเอียงคอ คำตอบห้วนสั้นดีจังเลย “นักวิทยาศาสตร์มนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่– เคยบอกกับกอริลล่านักวิทยาศาสตร์ผู้ตัวใหญ่ยิ่งกว่า– แล้วมาบอกผมอีกทีหนึ่งว่า– เราควรมองโลกในแบบที่มันสามารถเป็นได้ ไม่ใช่ยอมรับในแบบที่มันเป็นอยู่”

                เจ็ดสิบหกเงียบไป

                “เจ็ดสิบหก..?”

                “จะอะไรก็ช่าง” เขาถอนหายใจ “ฉันขี้เกียจคุยกับนายแล้ว”

                เราขับรถกันต่อไปในความมืด (เจ็ดสิบหกยืนกรานที่จะไม่เปิดวิทยุ) ลมเย็นจากยามกลางคืนข้างนอกลอดผ่านกระจกแตก ๆ มาสัมผัสเส้นผมเขา แจ็กนั่งนิ่ง สำรวจคนขับรถของตนเองข้าง ๆ เจ็ดสิบหกดู.. ตึงเครียด สีหน้าไม่มีให้เห็น ใช่ แต่มองออกได้ในองศาของไหล่ที่ตั้งตรง นิ้วที่จิกเข้าไปในพวงมาลัย หลังที่ไม่พิงพนัก เขาขับรถมาหลายชั่วโมง แล้วก็คงจะเหนื่อยกับการถูกตามล่า แต่บางอย่างบอกแจ็กว่าเจ็ดสิบหกมีสิ่งอื่นอีกที่หลอกหลอนเขา ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวถึงขั้นนี้

                เขาเกือบจะทำให้แจ็กนึกถึงกาเบรียลแบบแปลก ๆ ปฏิกิริยาคล้าย ๆ กันเลยเวลาเครียด ยามที่กาเบรียลเหนื่อยกับหน้าที่ของแบล็กวอทช์ เขาก็เก็บตัวตัดขาดจากโลกภายนอกเช่นเดียวกับแบบนี้ เหวี่ยงใส่ทุกสิ่งที่เข้ามาสะกิดอารมณ์

                แจ็กก็เลยถาม– อย่างที่เขาถามกาเบรียลทุกครั้ง– ว่า “ผ่านมากี่วันแล้วตั้งแต่คุณชักว่าว”

                เจ็ดสิบหกหมุนพวงมาลัยสุดทิศ เราเสียหลัก หักหลบจากถนน มุ่งตรงสู่พื้นหญ้าข้างทางลงเนินไปนานนนกว่าเจ็ดสิบหกจะตั้งหลักใหม่ได้ ควบคุมให้รถพุ่งตรงไปข้างหน้า และไม่ใช่เอี้ยวเข้าหาโคนต้นไม้ที่เราหลบได้แค่หวุดหวิด มันเกิดขึ้นเร็วมากจนแจ็กทำได้แค่อ้าปากและจ้อง มองไฟหน้ารถเปลี่ยนจากฉายใส่เส้นถนนเป็นพงหญ้าร้างกว้างสุดหูลูกตา จากนั้น จอด

                “นี่คุณเกือบจะฆ่าเราเหรอ” แจ็กถาม มึนงง

                “หุบปาก”

                “เราเกือบจะตายกันเมื่อกี้นี้–”

                เจ็ดสิบหกทุบกำปั้นลงบนแตร เสียงดังจนแจ็กสะดุ้งตัวลอยจากเบาะ “ก็เพราะแกไม่หุบปากไง!”

                “ผมก็แค่ถาม! หวังดีหรอก!” ก็หมอนี่ดูกับกดซะขนาดนี้ ผู้ชายอย่างแจ็กจะผิดหรือที่ด่วนสรุปว่ามันมีต้นตอมาจากความเก็บกดทางเพศ? หืม? “เราเดินทางกันมา… สามวันแล้ว? คุณแทบไม่มีเวลาส่วนตัวเลยเพราะผม ผมก็แค่..ห่วง”

                เจ็ดสิบหกยังคงวางกำปั้นอยู่บนแตร หายใจเข้าออกเสียงดัง

                แจ็กมองเขา ฟันเฟืองและตราชั่งในหัวมันทำงานกันยกใหญ่ สลับซ้ายขวา

                “ให้ผมช่วยไหม?”

                หน้ากากของเจ็ดสิบหกมีอารมณ์รุนแรงอย่างประหลาดเมื่อหันมาจ้องแจ็ก

                แจ็กก็เลยเอื้อมมือไปปรับพนักพิงให้เจ็ดสิบหก ร่างของเขาไหลลงเอนหลังอย่างช่วยไม่ได้ เขายังเกร็งไปหมดทั้งตัวอยู่ ใช่ แต่ก็เหมือนจะหายใจหายคอสะดวกขึ้นนะพอไม่ได้ตั้งตัวเป็นเสาเสียตลอดเวลา “นี่ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แค่ให้ผม..”

                แจ็กเอื้อมมือไปจับต้นขาเจ็ดสิบหก เขาสะดุ้ง ใช่ แต่ก็ไม่.. ได้ขยับหนี? หรือปัดมือแจ็กทิ้ง?

                “ถ้าคุณไม่อยาก… ก็แค่ต้องบอก” แจ็กไม่ได้กะจะทำอะไรฝืนใจเขาอยู่แล้ว

                เจ็ดสิบหกเงียบ แล้วอยู่ดี ๆ ก็พูดกับตนเอง ประโยคสักอย่างที่คล้ายคลึงกับคำว่า … เคยเกิดขึ้นแล้ว.. และ ต้องปล่อยให้มันเกิดขึ้น.. เขากำลังบิ้วอารมณ์อยู่กระมัง แจ็กให้เวลาเขา มองอีกฝ่ายยกแขนข้างหนึ่งขึ้นก่ายหน้าผาก เงยหน้าขึ้นบน

                “..เออ ก็ได้”

                “ไม่เป็นไรนะ” แจ็กลูบต้นขาเขาเบา ๆ “ปล่อย.. ให้มันเกิดขึ้น”

                นั่นทำให้อีกฝ่ายสงบลงหน่อย กลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วพยักหน้าอย่างเชื่องช้า

                แจ็กถอดถุงมือวางไว้หน้ารถ ปลดกางเกงของคนข้าง ๆ ออก ล้วงมือเข้าไปในช่องเปิดของกางเกงบ็อกเซอร์ สัมผัสเจ็ดสิบหกอย่างแนบชิด เขาขลิบ เหมือนกับแจ็ก และอาจจะมีขนาดที่ใกล้เคียงกันด้วยมั้ง พอมาวัดในฝ่ามือแจ็กแล้ว เขายัง.. ไม่ตื่นตัว อ่อนนุ่มต่อให้แจ็กจะกำนิ้วรอบพยายามรัด แจ็กลองใหม่ ผละมืออกเพื่อที่จะได้ถ่มน้ำลายใส่ ลูบบนเนื้อของเจ็ดสิบหกจนเปียกชุ่ม เจ็ดสิบหกส่งเสียงครางในลำคอ และกระตุกเฮือกในฝ่ามือแจ็ก แต่ก็ยังไม่มีวี่แววที่จะเกิดอารมณ์

                เห็นว่ามือตนเองไม่พอ เขาก็เลยเม้มริมฝีปาก ก้มลงอมเจ็ดสิบหกลงคอภายในรวดเดียว

                เจ็ดสิบหกสะดุ้งสุดตัวจนศีรษะของแจ็กสะเทือนไปด้วย จมูกของเขาจรดอยู่กับไรขนสีหงอกอย่างดื้อดึงไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน จนกระทั่งเจ็ดสิบหกสงบ พึมพำว่า แม่งเอ้ย.. ใต้ลมหายใจ– แจ็กถึงจะขยับ สกัดกั้นไม่ให้คอของตนเองสำลักในแต่ละจังหวะที่เขาผงกหัวขึ้นลง กดลิ้นโลมเลียบนทุกตารางนิ้วของผิวที่เขาหาได้ เจ็ดสิบหกส่งกลิ่น ขาดการอาบน้ำทำความสะอาด เหม็นหืนด้วยเหงื่อและไคล แต่แจ็กพบว่าเขาไม่รังเกียจ ชอบที่อีกฝ่ายแทบจะแผ่เทสโทสเตอโรนออกมาเป็นกลิ่น

                มือของเจ็ดสิบหกลดลง แต่ไม่จิกเข้ากับเส้นผมของแจ็ก ทำเป็นจับเข้าที่ใบหูสองข้างของแจ็กแทน ดึงเขาตามจังหวะใหม่ที่เจ็ดสิบหกต้องการ มัน.. น่าอายนิด ๆ ที่ถูกใช้แรงกายเหนือกว่าขยับศีรษะเช่นนี้ แต่แจ็กยอมให้เขา เจ็ดสิบหกต้องการ..

                ระบาย

                เจ็ดสิบหกไม่ได้ ‘รุนแรง’ เสียทีเดียว แต่เขาก็ห่างจากคำว่าอ่อนโยนอยู่มาก แจ็กรู้สึกเจ็บใบหู แถมกรามก็เริ่มปวดจากการถูกอ้าออกเพื่อที่จะได้อมรอบความหนาของชายคนนี้ เขาขยับสะโพกเข้ามาหนักหน่วง ไม่ลดละ ครางเสียงทุ้มต่ำ..

                ช่างเป็นเสียงที่… วิเศษ

            เขาถูกดึงออกให้พักหายใจ เจ็ดสิบหกมองเขาผ่านหน้ากาก “…ฉัน..ใกล้แล้ว”

                แจ็กใจเต้นตึก เขาอยาก.. “ในปากผม?”

                “หา–”

                “ผมอยาก..” ฮู่.. ให้ตาย.. “ผมอยากกลืน”

                เจ็ดสิบหกคิดอยู่ครู่ แต่สุดท้ายก็ดึงเขาลงอีกครั้ง ริมฝีปากจูบกับส่วนหัวแล้วรูดลงมาจนจรดถึงโคน

                แจ็กยกมือข้างที่ไม่ได้สวมถุงมือขึ้นมาคลึงอัณฑะเจ็ดสิบหกผ่านบ็อกเซอร์ ช่างใหญ่และหนักอึ้งบนปลายนิ้วเขา แจ็กแทบรอไม่ไหวว่ามันจะหลั่งออกมามากแค่ไหนลงคอเขา มันผ่านมานานมากตั้งแต่ที่เขา… ตั้งแต่เขากับกาเบรียล…

                เจ็ดสิบหกครางเหมือนหมาป่าคำราม กระแทกสะโพกเข้าหาริมฝีปากแจ็กเป็นครั้งสุดท้าย

                ไม่ว่าแจ็กจะจินตนาการไว้เท่าไหร่– เจ็ดสิบหกหลั่งออกมาเยอะกว่านั้นอย่างน้อยสองเท่า หลายระลอกฉีดเข้ามาผ่านลิ้นและคอหอย ลงคอไปเลยเป็นอาหารรองท้อง และเมื่อเขาลิ้มรสได้ มันก็ไม่ใช่รสชาติที่ดีเท่าไหร่นัก แต่ ก็ไม่ใช่รสชาติที่ผิดแปลก เขาคุ้นชินกับมันแล้ว หายใจออกจมูกแล้วบังคับให้ตนเองกล้ำกลืน ไม่ใช่ขย้อนมันออกมาตามสัญชาติญาณ

                เมื่อเจ็ดสิบหกปล่อยให้เขาเงยหน้าขึ้น แจ็กได้แต่มองอีกฝ่าย มองแผงอกแข็งแกร่งกระเพื่อมขึ้นลงตามลมหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ ออกมาเป็นหมอกเพราะอากาศหนาวข้างนอกที่ลอดเข้ามา ผิวตรงคอเขาแดงผ่าว แต่แจ็กอยากเห็นหน้าเขาด้วย..

                แจ็กก็เลยพูดออกไปว่า “ผมอยากจูบคุณจัง”

                เจ็ดสิบหกตอบง่าย ๆ “ปากนายสกปรก”

                “ได้โปรด?”

                หน้ากากนั่นถอดออกมาได้ง่ายกว่าที่คิด

                แจ็กไม่ทันได้มองใบหน้าของเจ็ดสิบหก มัวแต่ยุ่งอยู่กับการยื่นหน้าเข้าไปแล้วทาบทับริมฝีปากเข้าหากัน มันเป็นจูบที่ไม่ได้หวานซึ้งอะไร ขาดความรัก มีแต่ความใคร่ แต่แจ็กไม่รังเกียจ ริมฝีปากของเจ็ดสิบหกนั้นแห้งผากและแตก รสชาติของเขาไม่มีอะไรให้น่าอธิบาย แต่.. ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดมากกว่า สำคัญมากกว่าที่เจ็ดสิบหกยอมให้เขาจูบ แลกลิ้นกับน้ำกามขาวขุ่นที่แจ็กพึ่งดื่ม สำคัญกว่าที่เขายอมปลดเกราะออกจากร่างแล้วให้แจ็กได้จุมพิตเขาเช่นนี้ เหมือนคนรัก

                เมื่อเราผละออกจากกัน ตอนนี้สิ แจ็กถึงมอง

                เจ็ดสิบหก.. หล่อเหลา เขาแก่ ใช่ ตีนกาข้างมุมหางตา รอยย่นรอบริมฝีปากตรงที่ลักยิ้มเคยอยู่ หน้าผากเถิกขึ้นไปให้ริ้วรอยและแผลเป็น ขีดเฉียงบนหน้าเขาผ่ามันเป็นสองซีก แต่ดวงตาสีฟ้าของเขาเป็นโทนสีที่ไม่ได้แปลกหน้าจากแจ็กไป เคยเห็นมันแล้วครั้งหนึ่งในกระจก เคราสากใต้มือแจ็ก ความสวยได้รูปของกราม เขาดู..ดี แต่บางอย่างมันสะกิดใจแจ็ก

                “รู้ไหม..” แจ็กพึมพำ ลูบรอยแผลเป็นตรงมุมปากเจ็ดสิบหก

                “อะไร?”

                “เราหน้าเหมือนกันเลย”

                เจ็ดสิบหกเงียบไปเป็นเวลายาวนาน

 

FIN.

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s